การบริหารความเสี่ยง

ความสําคัญ

       ทอท. ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในฐานะกลไกหลักที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจท่าอากาศยานให้มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยนำแนวทางการบริหารความเสี่ยงแบบบูรณาการมาประยุกต์ใช้ทั่วทั้งองค์กรตามแนวปฏิบัติสากล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการบรรลุวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ รักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

นโยบาย

          ทอท. ได้กำหนดนโยบายด้านการบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างครอบคลุม เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับที่เกี่ยวข้องยึดถือและปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน โดยนโยบายดังกล่าวมีความสอดคล้องกับแผนวิสาหกิจของ ทอท. แผนปฏิบัติการ และการบริหารโครงการ ตลอดจนกฎหมาย กฎระเบียบ และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานขององค์กร โดยนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ประกอบด้วย

นโยบายการบริหารความเสี่ยง

          ในปีงบประมาณ 2568 ทอท. ดำเนินการทบทวนนโยบายการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงแบบบูรณาการทั่วทั้งองค์กรให้สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและค่านิยมองค์กร ควบคู่กับการเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มและความมั่นคงในการดำเนินงานของ ทอท. ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวได้กำหนดแนวทางสำคัญในการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

  • กำหนดให้การบริหารความเสี่ยงเป็นความรับผิดชอบของทุกคนในองค์กร
  • ส่งเสริมให้มีการบูรณาการระหว่างการกำกับดูแลกิจการ การบริหารความเสี่ยง และการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของ ทอท. (Integrated Corporate Governance, Risk Management and Compliance : GRC) ให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน
  • พัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงและระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจตามมาตรฐานสากล เช่น COSO-ERM 2017 และ ISO 22301:2019
  • รักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
  • จัดการความเสี่ยงที่กระทบต่อวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง
    • ระบุความเสี่ยงอย่างครอบคลุม
    • ประเมินโอกาสและผลกระทบจัดการให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
    • ติดตามและรายงานอย่างสม่ำเสมอ
  • เชื่อมโยงการบริหารความเสี่ยงกับค่านิยมองค์กร “5 ใจ” และส่งเสริมวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง
  • พัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงและระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนการจัดทำรายงานต่าง ๆ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

แนวทางการจัดการ

          ทอท. ดำเนินการตามหลักการ Three Line of Defense ในการกำกับและควบคุมการดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้เป็นไปตามกรอบแนวทางการบริหารความเสี่ยงของ ทอท. โดยประกอบด้วยหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานปฏิบัติ (First Line) หน่วยงานกำกับดูแลกระบวนการ (Second Line) และหน่วยงานตรวจสอบภายใน (Third Line) ซึ่งกระบวนการในแต่ละระดับ (Line) จะสามารถช่วยลด/ป้องกันความเสี่ยง เพื่อทำให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มของ ทอท. ประกอบด้วย

  1. ระดับคณะกรรมการ

    บทบาท: กำหนดนโยบายและทิศทางการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร ระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ (Risk Appetite) และค่าช่วงระดับความเสี่ยงที่ยอมให้เบี่ยงเบนได้ (Risk Tolerance) พร้อมทั้งกำกับดูแลด้านการบริหารความเสี่ยง รวมถึงกำกับดูแลการตรวจสอบภายในให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

  2. ระดับผู้บริหารระดับสูง

    บทบาท: นำนโยบายการบริหารความเสี่ยงไปถ่ายทอด บริหารจัดการและติดตามการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งจัดสรรทรัพยากรให้แต่ละแนวป้องกันทำงานได้อย่างราบรื่น เพื่อผลักดันนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

  3. ระดับที่ 1 (First Line): หน่วยงานปฏิบัติ

    บทบาท: เป็น “เจ้าของความเสี่ยง” โดยระบุความเสี่ยง ประเมินความเสี่ยง และออกแบบมาตรการควบคุมความเสี่ยงในการดำเนินงานในส่วนที่รับผิดชอบตามกระบวนงานปกติ

  4. ระดับที่ 2 (Second Line): หน่วยงานกำกับดูแลกระบวนการ

    บทบาท: วางกรอบแนวทาง ระบบงานด้านการบริหารความเสี่ยง สนับสนุน ให้คำแนะนำด้านเทคนิค และติดตามการดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงของแนวป้องกันที่ 1 ให้เป็นไปตามกรอบแนวทางและระบบงานที่กำหนดไว้

  5. ระดับที่ 3 (Third Line): หน่วยงานตรวจสอบภายใน

    บทบาท: มีความเป็น “อิสระ” และให้ความเชื่อมั่นแก่คณะกรรมการบริษัทว่าระบบการบริหารความเสี่ยงของทั้ง First Line และ Second Line ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล

โครงสร้างการบริหารความเสี่ยงของ ทอท.

โครงสร้างการบริหารความเสี่ยงของ ทอท. ประกอบด้วย

ระดับคณะกรรมการ ได้แก่

  • คณะกรรมการ ทอท. (คณก.ทอท.) เป็นผู้กำกับดูแลสูงสุดและสนับสนุนให้การบริหารความเสี่ยงของ ทอท. เป็นไปอย่างเหมาะสมทั่วทั้งองค์กร ผ่านทางคณะกรรมการชุดย่อยที่ได้รับแต่งตั้งจาก คณก.ทอท. จำนวน 2 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (คคส.) และคณะกรรมการตรวจสอบ (คตส.) ได้แก่
  • คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (คคส.) มีหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยง กำหนดนโยบาย แนวทางและกรอบการบริหารความเสี่ยง รวมถึงระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ (Risk Appetite) และค่าช่วงระดับความเสี่ยงที่ยอมให้เบี่ยงเบนได้ (Risk Tolerance) อนุมัติแผนและผลการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรของ ทอท. พร้อมทั้งรายงานผลต่อ คณก.ทอท.
  • คณะกรรมการตรวจสอบ (คตส.) มีหน้าที่สอบทานการกำกับดูแลกิจการที่ดี ระบบการควบคุมภายใน ระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นไปตามมาตรฐานสากล มีความรัดกุม เหมาะสม มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยรับรายงานผลการตรวจสอบโดยตรงจากสำนักตรวจสอบ (สตส.) และรายงานผลต่อ คณก.ทอท.

ระดับผู้บริหารระดับสูง

  • คณะทำงานบริหารความเสี่ยงของ ทอท. (คณส.ทอท.) ที่ได้รับแต่งตั้งจาก คคส. ประกอบด้วย กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (กอญ.) เป็นหัวหน้าคณะทำงานฯ และรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของแต่ละสายงาน ผู้อำนวยการท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง เลขานุการบริษัท (ลขบ.) ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกฎหมาย (ชญก.) ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายงานยุทธศาสตร์ (ชญศ.) และผู้อำนวยการสำนักกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ผอก.สกอญ.) เป็นผู้ทำงาน มีหน้าที่ในการนำนโยบาย แนวทาง และกรอบการบริหารความเสี่ยงของ ทอท. ที่กำหนดขึ้นโดย คคส. ไปถ่ายทอดสู่การปฏิบัติ และพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนและผลการบริหารความเสี่ยง พร้อมทั้งรายงานผลต่อ คคส.

ระดับที่ 1 (First Line): หน่วยงานปฏิบัติ

  • คณะทำงานบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายในของสายงาน สาย สำนัก และท่าอากาศยาน
    (คณส.สายงาน
    สาย สำนัก และท่าอากาศยาน) ที่ได้รับแต่งตั้งจาก กอญ. มีหน้าที่ดำเนินการบริหารความเสี่ยงตามนโยบาย
    การบริหารความเสี่ยง กรอบแนวทางและกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่กำหนดขึ้นโดย คคส. และ คณส.ทอท. ติดตามและรายงานผลการบริหารความเสี่ยงที่สายงานฯ เป็นเจ้าของความเสี่ยง (Risk Owner) ต่อ คณส.ทอท.
  • คณะทำงานการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงของส่วนงาน ทอท. (คณส.ส่วนงาน ทอท.)
    มีหน้าที่ดำเนินการบริหารความเสี่ยงตามนโยบายการบริหารความเสี่ยง และร่วมดำเนินการตามกระบวนการบริหารความเสี่ยง
    พร้อมทั้งสนับสนุนการติดตามและรายงานผลการบริหารความเสี่ยงต่อ คณส.สายงาน สาย สำนัก และท่าอากาศยาน

 ระดับที่ 2 (Second Line): หน่วยงานกำกับดูแลกระบวนการ

  • ฝ่ายบริหารความเสี่ยง (ฝคส.) สังกัดสายงานยุทธศาสตร์ (สงยศ.) มีหน้าที่เป็นหัวหน้าสายวิชาการ
    ด้านการบริหารความเสี่ยง โดยดำเนินการวางกรอบแนวทางด้านการบริหารความเสี่ยง ให้คำปรึกษา แนะนำ และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการบริหารความเสี่ยงแก่ส่วนงาน ทอท. เพื่อสร้างให้การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานและปลูกฝังเป็นวัฒนธรรมองค์กร พร้อมทั้งติดตามและรายงานผลการบริหารความเสี่ยง ทั้งในระดับองค์กรและระดับสายงาน สาย สำนักและท่าอากาศยาน ต่อ คณส.ทอท. และ คคส.
  • ผู้ปฏิบัติภารกิจด้านการบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Risk Agent) ประจำ ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง มีหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการบริหารความเสี่ยงแก่ส่วนงาน ทอท. ภายใต้สังกัดท่าอากาศยานหรือสายงานที่สังกัด พร้อมทั้งสนับสนุนและรวบรวมข้อมูลด้านการบริหารความเสี่ยงของท่าอากาศยานให้ ฝคส. รวมถึงติดตามรายงานผลการบริหารความเสี่ยงระดับท่าอากาศยานต่อ คณส.ท่าอากาศยาน หรือสายงานที่สังกัด

 ระดับที่ 3 (Third Line): หน่วยงานตรวจสอบภายใน

  • สำนักตรวจสอบ (สตส.) มีหน้าที่สอบทานอย่างเป็นอิสระ ต่อระบบการบริหารความเสี่ยง และระบบการควบคุมภายในของ ทอท. พร้อมทั้งให้คำแนะนำปรึกษาแก่คณะกรรมการตรวจสอบ ฝ่ายบริหาร และส่วนงาน ทอท. เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล รวมถึงรายงานผลการตรวจสอบโดยตรงต่อ คตส.
ผู้รับผิดชอบสูงสุดในระดับปฏิบัติการต่อการบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อให้มีการบริหารความเสี่ยงตามนโยบายที่กำหนด มนุษยชน นายดนัย ภูชาดา
ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความเสี่ยง
ผู้รับผิดชอบสูงสุดในระดับปฏิบัติการต่อการตรวจสอบภายในองค์กร นายธัญญา เสียงเจริญ
ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ
ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 - 30 กันยายน 2568
นางสาวสิรินธร ขำบุญ
ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ
ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 - ปัจจุบัน
กรอบการบริหารความเสี่ยงของ ทอท.

        ทอท. จัดทำคู่มือการบริหารความเสี่ยง ประจำปีงบประมาณ 2569  เพื่อเป็นแนวทางการบริหารความเสี่ยงเชิงบูรณาการตามแนวทางของ The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission – Enterprise Risk Management Integrating with Strategy and Performance: COSO – ERM 2017 แนวทางปฏิบัติที่ดีตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการบริหารจัดการความเสี่ยงสําหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2562 รวมถึงแนวทางปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยนํากระบวนการบริหารความเสี่ยงมาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทําแผนวิสาหกิจ ทอท. และการบริหารโครงการที่มีความสําคัญ เพื่อให้สามารถจัดการความเสี่ยงตลอดจนภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการดําเนินธุรกิจของ ทอท. ได้อย่างทันเวลาและต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนให้ ทอท. สามารถบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้

การบริหารความเสี่ยงเชิงบูรณาการตามแนวทางของ COSO - ERM 2017 ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ 20 หลักการ ดังนี้

1. การกำกับดูแล และวัฒนธรรมองค์กร (Governance and Culture)

2. การกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายทางธุรกิจ (Strategy and Objective – Setting)

3. ผลการดําเนินงาน (Performance)

4. การทบทวนและการปรับปรุงแก้ไข (Review and Revision)

5. ข้อมูล การสื่อสาร และการรายงานผล (Information Communication and Reporting)

กรอบบริหารความเสี่ยง COSO-ERM 2017
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

แนวทางการบริหารความเสี่ยงของ ทอท.

       ทอท. กําหนดให้มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์เหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงหรือความไม่แน่นอนทั้งภายในและภายนอกองค์กรที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการดําเนินงานของ ทอท. โดยดําเนินการตามกระบวนการดังกล่าวเป็นประจําทุกปี อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ในช่วงก่อนเริ่มปีงบประมาณและทบทวนในช่วงกลางปีงบประมาณ หรือทันทีเมื่อมีเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นสาระสำคัญต่อ ทอท.

1. การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ทอท. (Uncertainty)

       ทอท. ได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลจากการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 8 ด้าน รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยนำข้อมูลเหล่านี้มาประเมินระดับความรุนแรงของประเด็นความเสี่ยง ทั้งด้านโอกาสเกิดเหตุ (Likelihood) และผลกระทบ (Impact) เพื่อกำหนดแนวทางและแผนการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์นี้ใช้ในการกำหนดกลยุทธ์การจัดการความเสี่ยง รวมถึงช่วยปรับปรุงแผนปฏิบัติการประจำปีและแนวทางการบริหารงานขององค์กรให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตและการบริหารความเสี่ยงของ ทอท. ในอนาคต

      ทอท. มีการกำหนดและทบทวน KRIs เพื่อระบุและติดตามความเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อองค์กร โดย KRIs ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ขององค์กร และทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำหรับติดตามความเสี่ยง (Tracking) รวมถึงส่งสัญญาณแจ้งเตือนล่วงหน้า (Early Warning Sign) ในกรณีที่เกิดความเสี่ยงสำคัญในอนาคต
       KRIs แบ่งการแสดงผลออกเป็น 3 ระดับ เพื่อใช้วิเคราะห์และตัดสินใจในการปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยการกำหนด KRIs ของ ทอท. ช่วยให้องค์กรสามารถติดตามและจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ขององค์กร

สี ผลของดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicators : KRIs) การดำเนินการ
สีเขียว ความเสี่ยงมีแนวโน้มเป็นไปตามเป้าหมาย ติดตามตามรอบปกติ
สีเหลือง ความเสี่ยงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น/ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ผู้รับผิดชอบความเสี่ยงดำเนินการตามมาตรการควบคุม และแผนจัดการความเสี่ยงเพิ่มเติมอย่างเคร่งครัด
สีแดง ความเสี่ยงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ผู้รับผิดชอบความเสี่ยงพิจารณาปรับปรุงมาตรการควบคุมที่มีอยู่ และ/หรือ กำหนดแผนจัดการความเสี่ยงเพิ่มเติม
3.1 การวิเคราะห์ความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ (Risk Universe)

      ทอท. ได้วิเคราะห์ประเด็นความเสี่ยงที่องค์กรอาจต้องเผชิญผ่านการจัดทำ Risk Universe เพื่อเป็นปัจจัยนำเข้าในการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง โดยพิจารณาจากแหล่งที่มา 6 แหล่ง อ้างอิงตามหลักเกณฑ์การประเมินกระบวนการปฏิบัติงานและการจัดการ Core Business Enablers ของรัฐวิสาหกิจ ด้านที่ 3 การบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน (Risk Management & Internal Control: RM&IC) ได้แก่
     1. กฎหมายและนโยบายภาครัฐ
     2. ยุทธศาสตร์
     3. นโยบายของคณะกรรมการและผู้บริหาร (Tone at Top)
     4. ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
     5. ตัวชี้วัดที่สำคัญ (Key Performance Area) / บันทึกข้อตกลงประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ (Performance Agreement : PA)
    6. ปัจจัยเสี่ยงระดับองค์กรของ ทอท. ปีงบประมาณก่อนหน้า 

     จากข้อมูล Risk Universe ข้างต้น ประเด็นความเสี่ยงดังกล่าวจะได้รับการประเมินระดับความรุนแรงตามเกณฑ์การประเมินด้านโอกาสเกิด (Likelihood: L) และด้านผลกระทบ (Impact: I) เพื่อพิจารณาระดับความรุนแรงของความเสี่ยงในกรณีที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น

เกณฑ์การประเมินผลกระทบ ค่าคะแนน
1 2 3 4 5
Service มีความเสี่ยงเกิดขึ้น แต่ไม่กระทบต่อการให้บริการ มีความเสี่ยงเกิดขึ้น แต่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการเพียงเล็กน้อย มีความเสี่ยงเกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อการให้บริการ จนเกิดเป็นข้อร้องเรียนมายัง ทอท. มีความเสี่ยงเกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อการให้บริการมาก จนเกิดเป็นข้อร้องเรียนที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ (Traditional & social Media) มีความเสี่ยงเกิดขึ้นและเกิดผลกระทบจนทำให้การให้การให้บริการหยุดชะงัก
Support มีความเสี่ยงเกิดขึ้น แต่สามารถบรรลุเป้าหมายของแผนดำเนินงานหรือแผนปฏิบัติการที่กำหนด มีความเสี่ยงเกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อเป้าหมายของแผนดำเนินงาน หรือแผนปฏิบัติการที่กำหนดอย่างไม่มีนัยสำคัญ มีความเสี่ยงเกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อเป้าหมายของแผนดำเนินงาน หรือแผนปฏิบัติการที่กำหนดอย่างมีนัยสำคัญ มีความเสี่ยงเกิดขึ้น และส่งผลให้ไม่บรรลุเป้าหมายตามแผนดำเนินงาน หรือแผนปฏิบัติการที่กำหนด มีความเสี่ยงเกิดขึ้น ส่งผลให้ต้องยกเลิกแผนดำเนินงาน หรือแผนปฏิบัติการที่กำหนด
Safety มีเหตุการณ์อันตรายเกิดขึ้น แต่มีผลกระทบที่ตามมาน้อย มีเหตุการณ์อันตรายเกิดขึ้น ส่งผลให้
  • เกิดความรำคาญ
  • มีข้อจำกัดด้านการปฏิบัติการ
  • มีการใช้ขั้นตอนในกรณีฉุกเฉิน
  • เป็นอุบัติการณ์เล็กน้อย
มีเหตุการณ์อันตรายเกิดขึ้น ส่งผลให้
  • ท่าอากาศยานมีระดับความปลอดภัยลดลง
  • เป็นอุบัติการณ์รุนแรง
  • มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย
มีเหตุการณ์อันตรายเกิดขึ้นส่งผลให้
  • ท่าอากาศยานมีระดับความปลอดภัยที่ลดลงอย่างมาก
  • มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตจำนวนมาก
  • อุปกรณ์ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
มีเหตุการณ์อันตรายเกิดขึ้น
  • ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็นทวีคูณ
  • อุปกรณ์ถูกทำลาย
Security ไม่มีการกระทำอันเป็นการแทรกแซงโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
  • มีบาดเจ็บเล็กน้อยที่ต้องให้แพทย์ดูแล
  • มีผลกระทบต่อธุรกิจหรือชื่อเสียงเสียหายน้อยมาก
มีการกระทำอันเป็นการแทรกแซงโดยมิชอบด้วยกฎหมายส่งผลให้
  • มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจำนวนหนึ่ง หรือมีผู้เสียชีวิตหนึ่งราย
  • ต้องหยุดให้บริการเล็กน้อยในระยะสั้น
มีการกระทำอันเป็นการแทรกแซงโดยมิชอบด้วยกฎหมายส่งผลให้
  • มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก หรือมีผู้เสียชีวิตบ้าง
  • ต้องหยุดให้บริการเป็นระยะสั้นแต่รุนแรง
มีการกระทำอันเป็นการแทรกแซงโดยมิชอบด้วยกฎหมายส่งผลให้
  • มีผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง
  • ต้องหยุดให้บริการเป็นระยะปานกลางถึงระยะยาว
มีการกระทำอันเป็นการแทรกแซงโดยมิชอบด้วยกฎหมายส่งผลให้
  • มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
  • ต้องหยุดให้บริการเป็นระยะยาว ชื่อเสียงเสียหายหมดสิ้น
Reporting ถูกต้อง ไม่มีข้อผิดพลาด มีข้อผิดพลาดที่ไม่เป็นสาระสำคัญ มีข้อผิดพลาดที่ส่งผลต่อสาระสำคัญของรายงานเล็กน้อย มีข้อผิดพลาดที่ส่งผลต่อสาระสำคัญของรายงานมาก มีข้อผิดพลาดที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรายงาน
ระยะเวลา แล้วเสร็จก่อนกำหนด แล้วเสร็จตามกำหนด แล้วเสร็จล่าช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย แล้วเสร็จล่าช้ากว่ากำหนดมาก แล้วเสร็จล่าช้ากว่ากำหนด จนส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบหรือการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
Compliance ไม่มีการละเมิดการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ สัญญา หรือข้อตกลง มีการไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ สัญญา หรือข้อตกลงที่ไม่มีนัยสำคัญ มีการไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ สัญญา หรือข้อตกลงที่มีนัยสำคัญ แต่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย มีการไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ สัญญา หรือข้อตกลงที่มีนัยสำคัญ และเกิดความเสียหาย แต่สามารถตกลงการชดใช้ค่าเสียหายได้ มีการไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ สัญญา หรือข้อตกลงที่มีนัยสำคัญ และเกิดความเสียหาย จนอาจเกิดการฟ้องร้องดำเนินคดี
Financial ไม่มีค่าใช้จ่ายหรือไม่ต้องชดใช้ความเสียหาย มีค่าใช้จ่าย หรือต้องชดใช้ความเสียหาย แต่ผลประกอบการยังคงเป็นไปตามเป้าหมาย มีค่าใช้จ่ายหรือต้องชดใช้ความเสียหาย ทำให้ผลประกอบการมีกำไรต่ำกว่าเป้าหมาย มีค่าใช้จ่ายหรือต้องชดใช้ความเสียหาย ทำให้ผลประกอบการมีกำไรลดต่ำลงกว่าปีที่ผ่านมา มีค่าใช้จ่ายหรือต้องชดใช้ความเสียหาย ทำให้ผลประกอบการขาดทุน และมีสภาพคล่องต่ำมากจนต้องหยุดดำเนินธุรกิจ
Reputation ไม่มีผลกระทบต่อชื่อเสียง ภาพลักษณ์ เสียชื่อเสียง ภาพลักษณ์ภายในองค์กร เสียชื่อเสียง ภาพลักษณ์ มีการเผยแพร่ข่าวสารในเชิงลบต่อองค์กร ผ่าน Social Media และช่องทางอื่น ๆ ขยายออกไปสู่สื่อสาธารณะภายในประเทศในวงจำกัด เสียชื่อเสียง ภาพลักษณ์ มีการเผยแพร่ข่าวสารในเชิงลบต่อองค์กร ผ่าน Social Media และช่องทางอื่น ๆ ขยายออกไปสู่สื่อสาธารณะจนกลายเป็นประเด็นทางสังคม เสียชื่อเสียง ภาพลักษณ์ มีการเผยแพร่ข่าวสารในเชิงลบต่อองค์กร ผ่าน Social Media และช่องทางอื่น ๆ ขยายออกไปสู่สื่อสาธารณะ เป็นวงกว้างทั้งในประเทศและต่างประเทศ

     ประเด็นความเสี่ยงที่มีผลการประเมินระดับความรุนแรงอยู่ในระดับสูงหรือสูงมาก จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาความเพียงพอของมาตรการควบคุม โดยเกณฑ์การประเมินประสิทธิผลของมาตรการควบคุมจะพิจารณาจาก 3 มุมมอง ได้แก่ (1) ผลการดำเนินงานเมื่อเทียบกับเป้าหมาย (2) มาตรการควบคุม และ (3) การติดตามผล ทั้งนี้ หากผลการประเมินในมุมมองใดมุมมองหนึ่งมีคะแนนต่ำกว่าระดับ 3 จะถือว่าประสิทธิผลของมาตรการควบคุมอยู่ในระดับ “ไม่เพียงพอ”

     เนื่องจากระดับความรุนแรงของประเด็นความเสี่ยงสูงเกินกว่าระดับที่องค์กรยอมรับได้ ดังนั้น ไม่ว่ามาตรการควบคุมที่มีอยู่จะมีความเพียงพอหรือไม่ก็ตาม ประเด็นความเสี่ยงดังกล่าวจะถูกนำมาประเมินผลกระทบต่อองค์กรใน 4 มิติ ได้แก่ (1) มิติผลกระทบต่อวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์หรือเป้าหมายระดับองค์กร (2) มิติขอบเขตการแพร่กระจายของผลกระทบ (3) มิติระดับของการตัดสินใจหรือการกำกับดูแลที่จำเป็น และ (4) มิติผลกระทบต่อชื่อเสียงและความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียหลัก ทั้งนี้ หากผลการประเมินมีคะแนนเฉลี่ยรวมมากกว่าหรือเท่ากับ 4 ประเด็นความเสี่ยงดังกล่าวจะถูกคัดเลือกให้เป็นปัจจัยเสี่ยงระดับองค์กร แต่หากมีคะแนนเฉลี่ยรวมน้อยกว่า 4 จะนำไปพิจารณาเป็นประเด็นความเสี่ยงในระดับ Risk Universe ระดับสายงาน สาย สำนัก และท่าอากาศยานต่อไป

     เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงองค์กรมีประสิทธิภาพ ทอท. ได้กำหนดเป้าหมาย/วัตถุประสงค์เป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้การดำเนินงานด้านความเสี่ยงมีการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างสมเหตุสมผล โดย ทอท. มีการกำหนดเป้าหมายการบริหารความเสี่ยงผ่านการกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite: RA) และระดับความเสี่ยงที่ยอมให้เบี่ยงเบนได้ (Risk Tolerance: RT)

ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite: RA) เป็นระดับความเสี่ยงที่องค์กรสามารถยอมรับได้เพื่อให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมาย โดยสามารถพิจารณาจากวัตถุประสงค์ที่เป็นภาพรวมขององค์กร (วิสัยทัศน์ พันธกิจ) วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์และตัวชี้วัดที่สำคัญขององค์กร รวมถึงเป้าหมายที่สอดคล้องกับบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับ ทอท. โดย ทอท. มีการระบุ RA ที่สอดคล้องตามพันธกิจ และเป้าหมายที่สอดคล้องตามแผนยุทธศาสตร์หรือตัวชี้วัดตามบันทึกข้อตกลงประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ (Performance Agreement : PA) แล้วแต่ค่าใดจะสูงกว่า
ระดับความเสี่ยงที่ยอมให้เบี่ยงเบนได้ (Risk Tolerance: RT) เป็นระดับความเสี่ยงที่ยอมให้เบี่ยงเบนได้จากเป้าหมายหรือ RA ที่ได้กำหนดไว้ และสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ทั้งนี้ สามารถใช้ฐานข้อมูลในอดีต หรือการคาดการณ์ในอนาคตประกอบการกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมให้เบี่ยงเบนได้ โดย ทอท. มีการระบุ RT ที่สอดคล้องกับค่าเกณฑ์วัด “ระดับ 3” ของตัวชี้วัดตามบันทึกข้อตกลงฯ หรือค่าที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการ ทอท. แล้วแต่ค่าใดต่ำกว่า

     ทั้งนี้ ทอท. ได้มีการกำหนด RA และ RT แยกตามประเภทความเสี่ยง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) ด้านการดำเนินงาน (Operational Risk) ด้านการเงิน (Financial Risk) และด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Risk)

     นอกเหนือจากการกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ด้านการบริหารความเสี่ยงแล้ว ทอท. ยังได้ดำเนินการวิเคราะห์สาเหตุของความเสี่ยง โดยพิจารณาถึงปัจจัยหรือสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง ทั้งจากปัจจัยภายในองค์กร และจากข้อจำกัดหรือความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอกองค์กร ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ผู้รับผิดชอบความเสี่ยง (Risk Owner) ทำหน้าที่ระบุและวิเคราะห์สาเหตุของปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถกำหนดแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

     ภายหลังจากการวิเคราะห์สาเหตุของความเสี่ยงแล้วเสร็จ ฝ่ายบริหารความเสี่ยงร่วมกับผู้รับผิดชอบความเสี่ยง (Risk Owner) ได้ดำเนินการระบุมาตรการควบคุมในปัจจุบัน (Existing Control) ซึ่งหมายถึงแผนงานหรือกิจกรรมที่ได้ดำเนินการอยู่แล้วเพื่อช่วยลดระดับความรุนแรงของสาเหตุความเสี่ยงแต่ละประการ พร้อมทั้งประเมินระดับความรุนแรงของความเสี่ยงรายสาเหตุ เพื่อพิจารณาว่าสาเหตุความเสี่ยงใดที่ยังคงมีระดับความรุนแรงภายหลังการดำเนินมาตรการควบคุมในปัจจุบันสูงเกินกว่าระดับที่องค์กรยอมรับได้
      ทั้งนี้ สำหรับสาเหตุความเสี่ยงที่ยังมีระดับความรุนแรงเกินกว่าระดับที่ยอมรับได้ จะต้องจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงเพิ่มเติม (Mitigation Plan) ซึ่งเป็นแผนงานหรือกิจกรรมใหม่ที่ยังไม่เคยดำเนินการมาก่อน เพื่อใช้เป็นมาตรการเสริมในการลดระดับความเสี่ยง และสร้างความมั่นใจว่าระดับความรุนแรงของความเสี่ยงโดยรวมภายหลังการดำเนินมาตรการควบคุมและแผนบริหารความเสี่ยงเพิ่มเติมแล้ว จะลดลงสู่ระดับที่องค์กรสามารถยอมรับได้

     ทอท. ดำเนินการวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง โดยพิจารณาจากระดับโอกาสในการเกิด (Likelihood) และระดับผลกระทบ (Impact) ของความเสี่ยง ผ่านแผนภาพความเสี่ยง (Risk Profile) เพื่อประเมินระดับความรุนแรงของความเสี่ยง โดยการประเมินดังกล่าวอาศัยข้อมูลสถิติในอดีต ข้อมูลผลการดำเนินงาน ตลอดจนการวิเคราะห์แนวโน้มและการคาดการณ์ในอนาคต เพื่อให้เกณฑ์การประเมินมีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทการดำเนินงาน และสะท้อนระดับความเสี่ยงที่แท้จริงขององค์กร นอกจากนี้ค่าระดับของเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงฯ จะมีการพิจารณาให้สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กร กฎระเบียบ ข้อบังคับ ดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicator: KPI) ผลการดำเนินงาน หรือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน รวมถึงระดับความเสี่ยงที่องค์กรสามารถยอมรับได้ (Risk Boundary) เพื่อให้ผลการประเมินสามารถนำไปใช้ในการจัดเตรียมการจัดการหรือมาตรการควบคุมความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจริง และช่วยลดผลการกระทบให้อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถยอมรับได้

Mitigation Plan

     ทั้งนี้ ในการประเมินระดับความรุนแรงของความเสี่ยง ทอท. ได้กำหนดการประเมินความเสี่ยงออกเป็น 3 ระดับ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ ติดตาม และบริหารจัดการความเสี่ยงให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่องค์กรสามารถยอมรับได้ ดังนี้

  • การประเมินระดับความเสี่ยงที่มีอยู่ (Inherent Risk)
    เป็นการประเมินระดับความเสี่ยงที่มีอยู่โดยทั่วไปตามลักษณะของการดำเนินธุรกิจ หรือการดำเนินกิจกรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคตก่อนที่จะมีมาตรการควบคุม (จากภาพจะแสดงให้เห็นในแท่งสีฟ้า)
  • การประเมินระดับความเสี่ยงที่เหลืออยู่ (Residual Risk)
    เป็นการประเมินระดับความเสี่ยงที่เหลืออยู่หลังจากมีมาตรการควบคุมในปัจจุบันที่มีการบริหารจัดการเพื่อลดโอกาสเกิดหรือผลกระทบ เช่น การจัดทำแผนปฏิบัติการหรือแผนดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายขององค์กร หรือการปรับปรุงกิจกรรมดำเนินงานเพื่อควบคุมกระบวนการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (จากภาพจะแสดงให้เห็นในแท่งสีแดง)
  • การกำหนดระดับความเสี่ยงเป้าหมาย (Target Risk)
    เป็นการกำหนดเป้าหมายของความเสี่ยงที่ต้องการ หลังจากที่ได้ดำเนินการตามมาตรการควบคุมในปัจจุบันและแผนจัดการความเสี่ยงเพิ่มเติม (หากมี) โดยคำนึงถึงระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (จากภาพจะแสดงให้เห็นในแท่งสีเขียว)

     ทอท. ได้กำหนดแนวทางการตอบสนองความเสี่ยงไว้ 4 แนวทาง ได้แก่ (1) การยอมรับความเสี่ยง (Take/Acceptance) (2) การลดความเสี่ยง (Treat/Reduction) (3) การถ่ายโอนความเสี่ยง (Transfer/Sharing) และ (4) การยกเลิกความเสี่ยง (Terminate/Avoidance) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการความเสี่ยงให้เหมาะสมกับบริบทและระดับความรุนแรงของแต่ละความเสี่ยง ในกรณีที่ระดับความเสี่ยงคงเหลือ (Residual Risk) สูงกว่าระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่อยู่ในระดับสูง (สีส้ม) และระดับสูงมาก (สีแดง) ผู้รับผิดชอบความเสี่ยง (Risk Owner) จะต้องพิจารณาคัดเลือกแนวทางตอบสนองความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประสิทธิผลของมาตรการที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าว โดยการพิจารณาแนวทางตอบสนองความเสี่ยงจะใช้การวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost and Benefit Analysis: CBA) ทั้งในรูปแบบตัวเงินและมิใช่ตัวเงิน ของแต่ละทางเลือกอย่างน้อย 2 ทางเลือก เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกมาตรการที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด โดยองค์กรอาจเลือกใช้แนวทางตอบสนองความเสี่ยงเพียงแนวทางเดียว หรือหลายแนวทางร่วมกัน เพื่อช่วยลดโอกาสในการเกิดความเสี่ยงและ/หรือผลกระทบให้อยู่ในระดับที่องค์กรสามารถยอมรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     นอกจากนี้ ทอท. กำหนดให้มีการจัดทำแผนจัดการความเสี่ยงเพิ่มเติม (Mitigation Plan) สำหรับกรณีที่จำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติมจากแนวทางควบคุมที่มีอยู่ เพื่อช่วยลดระดับความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้ โดยแผนดังกล่าวจะต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อดำเนินการครบถ้วนตามแผนที่กำหนดแล้ว จะสามารถลดระดับโอกาสในการเกิดความเสี่ยง และ/หรือ ลดผลกระทบของปัจจัยเสี่ยงนั้นได้อย่างเป็นรูปธรรมและสามารถติดตามประเมินผลได้อย่างชัดเจน

     ทอท. กำหนดให้มีการติดตามและรายงานผลการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรและระดับสายงาน สาย สำนัก และท่าอากาศยาน เป็นรายไตรมาส หรือทันทีเมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงที่เป็นสาระสำคัญต่อ ทอท. โดย ทอท. ได้จัดทำแผนการรายงานผลการบริหารความเสี่ยงของ ทอท. ผ่านแผนดำเนินงานของส่วนบริหารความเสี่ยง ฝ่ายบริหารความเสี่ยง เป็นประจำทุกปี และชี้แจงให้กับผู้รับผิดชอบความเสี่ยง (Risk Owner) และผู้ปฏิบัติภารกิจด้านการบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Risk Agent) รับทราบในการประชุมคณะทำงานบริหารความเสี่ยงของ ทอท. (คณส.ทอท.) เพื่อให้ผู้รับผิดชอบความเสี่ยง (Risk Owner) และผู้ปฏิบัติภารกิจด้านการบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Risk Agent) ใช้เป็นกรอบระยะเวลาในการรายงานผลการบริหารความเสี่ยงต่อ คณส.ทอท. และ คคส. ตามลำดับ

     ระบบการบริหารความเสี่ยงของ ทอท. มีความสอดคล้องตามแนวทางของ The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission – Enterprise Risk Management Integrating with Strategy and Performance: COSO – ERM 2017 และกรอบการดำเนินการระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ISO 22301:2019, Security and Resilience – Business Continuity Management System Requirements โดยนํากระบวนการบริหารความเสี่ยงมาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทําแผนวิสาหกิจ ทอท. และการบริหารโครงการที่มีความสําคัญ เพื่อให้สามารถจัดการความเสี่ยงตลอดจนภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการดําเนินธุรกิจของ ทอท. ได้อย่างทันเวลาและต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนให้ ทอท. สามารถบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กําหนดไว้
     ทอท. ได้กำหนดกระบวนการและขั้นตอนการดำเนินงานระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCMS) มีความเชื่อมโยงและสอดรับกับกลยุทธ์ตามแผนวิสาหกิจของ ทอท. โดยอ้างอิงลักษณะการดำเนินธุรกิจ สภาพแวดล้อมขององค์กร วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ ผลการวิเคราะห์ SWOT และกระบวนการสำคัญ เพื่อกำหนดขอบข่ายของ BCMS ให้ครอบคลุม สนญ.ทอท. และท่าอากาศยานของ ทอท. ทั้ง 6 แห่ง

ทอท. มีการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ (Business Impact Analysis: BIA) การประเมินความเสี่ยง จัดทำแผนความต่อเนื่อง
ทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) และการฝึกซ้อมแผนร่วมกับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ ทอท. ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักด้าน BCMS แก่ผู้บริหารและพนักงาน ผ่านโครงการฝึกอบรมและสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียว่า ทอท.
มีความพร้อมในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน และสามารถฟื้นคืนบริการสำคัญกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างทันท่วงที

ทอท. ได้มีการพัฒนาปรับปรุง BCMS ของ สนญ.ทอท. และท่าอากาศยานของ ทอท. ทั้ง 6 แห่ง และได้ผ่านการตรวจประเมินเพื่อต่ออายุการรับรอง BCMS: ISO 22301:2019 จากหน่วยงานให้การรับรอง (Certification Body: CB) โดยมีระยะเวลาของการรับรอง 3 ปี ระหว่างปีงบประมาณ 2568 – 2571 ทำให้เชื่อมั่นได้ว่า สนญ.ทอท. และท่าอากาศยานของ ทอท. ทั้ง 6 แห่ง ได้ดำเนินการ BCMS ครบถ้วนทุกขั้นตอนตามที่ ISO 22301:2019 กำหนดไว้

การดำเนินงาน

       ในปีงบประมาณ 2568 ทอท. ดำเนินการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรอย่างเป็นระบบ โดยมีการประเมินและจัดลำดับความเสี่ยงจากประเด็นที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบความเสี่ยงระบุ เพื่อกำหนดมาตรการบริหารและควบคุมความเสี่ยงให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ตัวอย่างประเด็นความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญและแนวทางการจัดการ แสดงดังตารางต่อไปนี้

ประเภทความเสี่ยง รายละเอียดความเสี่ยง มาตรการจัดการความเสี่ยง
ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์และความยั่งยืน (RF5)
• ระดับความเสี่ยงก่อนการจัดการ: 6 (โอกาสเกิด 2, ผลกระทบ 3)
• ระดับความเสี่ยงหลังการจัดการ: 4 (โอกาสเกิด 2, ผลกระทบ 2)
ความเสี่ยงจากการดำเนินงานด้าน ESG ที่ยังต้องได้รับการยกระดับอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียและมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เพิ่มสูงขึ้น

ทอท. ตั้งเป้าหมายผลประเมินหุ้นยั่งยืนระดับ AA และยอบรับได้ที่ระดับ A
1. เตรียมความพร้อมข้อมูลสำหรับการตอบแบบประเมิน
2. พัฒนาบุคลากรเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานด้านความยั่งยืน
3. ขอรับรองข้อมูลตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนจากหน่วยงานภายนอก
ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบและเทคโนโลยี (RF7)
• ระดับความเสี่ยงก่อนการจัดการ: 20 (โอกาสเกิด 4, ผลกระทบ 5)
• ระดับความเสี่ยงหลังการจัดการ: 2 (โอกาสเกิด 1, ผลกระทบ 2)
ความไม่ปลอดภัยของข้อมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในองค์กร

ทอท. ตระหนักถึงความเสี่ยงจากการคุกคามทางไซเบอร์ และมุ่งเน้นการป้องกัน ตรวจจับ และลดผลกระทบจากเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อระบบและการให้บริการ
จัดทำและดำเนินการระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 ควบคู่กับการจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้าน Cybersecurity และ ISMS อย่างต่อเนื่อง

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ของ ทอท. (Emerging Risks)

       ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงต่อการดำเนินงานธุรกิจท่าอากาศยาน โดยที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจท่าอากาศยานและสังคม ในบริบทต่าง ๆ ตามแต่ละประเด็นความเสี่ยง ความเสี่ยงเหล่านี้ครอบคลุมถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ และการหยุดชะงักทางเทคโนโลยี รวมถึง ความขัดแย้งระหว่างประเทศและการแบ่งขั้วทางการเมือง การจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ต้องใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อให้แน่ใจว่ามีความยืดหยุ่น ลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น และใช้ประโยชน์จากโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน การระบุและจัดการความเสี่ยงเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนระดับโลกได้ดีขึ้นและรักษามูลค่าของธุรกิจในระยะยาวได้

ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน (Geopolitical Risk and Energy Cost Impact) ภัยคุกคามทางไซเบอร์และการหยุดชะงักจากปัญญาประดิษฐ์ (Cyber Threats and AI Disruption)
ลักษณะของความเสี่ยง (Description)
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ สงครามการค้า และการแบ่งขั้วทางการเมืองของมหาอำนาจโลก ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบพลังงานและห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก ความผันผวนของราคาพลังงานที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้ถือเป็นความเสี่ยงภายนอกที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างต้นทุนการดำเนินงาน ทั้งในส่วนของต้นทุนพลังงานที่ใช้ในท่าอากาศยาน และต้นทุนเชื้อเพลิงของสายการบิน ซึ่งส่งผลต่อปริมาณเที่ยวบินและผู้โดยสาร ในขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ที่มาพร้อมกับกระแส Net Zero และการเปลี่ยนไปสู่เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนต่อการบริหารต้นทุนในระยะยาว สอดคล้องกับการระบุปัจจัยเสี่ยง ประจำปีงบประมาณ 2568 ระบุว่า “ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระหว่างประเทศ” เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่ ทอท. ต้องเผชิญ (SWOT: T1) ทอท. ดำเนินงานท่าอากาศยานหลักจำนวน 6 แห่งในประเทศไทย โดยมีข้อมูลผู้โดยสารและข้อมูลการบินปริมาณมหาศาลไหลเวียนผ่านระบบดิจิทัลตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ทอท. ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างสูงในการดำเนินงาน ทั้งนี้ ระบบดิจิทัลที่มีความสะดวกสูงย่อมมีความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่สามารถก่อให้เกิดภัยอันตรายและความเสี่ยหายได้เป็นอย่างมาก โดยความเสี่ยงนี้มี 2 มิติที่เชื่อมโยงกัน มิติแรก คือ การโจมตีทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI : ผู้โจมตีในปัจจุบันนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพิ่มขนาด ความเร็ว และความซับซ้อนของการโจมตี เพื่อยกระดับการโจมตี ทำให้ภัยคุกคามพัฒนาเกินกว่ารูปแบบเดิม เป็นความเสี่ยงภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรงของ ทอท. มิติที่สอง คือ การหยุดชะงักจากการนำ AI มาใช้ในอุตสาหกรรมการบิน : ความก้าวหน้าของ AI กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินงานท่าอากาศยานทั่วโลก หาก ทอท. ไม่สามารถปรับตัวและนำ AI มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันเวลา อาจส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน คุณภาพการให้บริการ และประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว รวมถึงสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและผู้ถือหุ้น ซึ่งสอดคล้องกับ SWOT (W1) ที่ระบุว่า ทอท. ยังไม่สามารถบริหารจัดการบริการและนวัตกรรมการบริการยังไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งชั้นนำได้ ่งขึ้น
ผลกระทบต่อธุรกิจ (Impact)
ผลกระทบจากความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นใน 2 ระดับ ได้แก่
1. ระดับการดำเนินงาน : ความผันผวนของราคาพลังงานส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการให้บริการท่าอากาศยาน ทั้งค่าไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ และระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นในพื้นที่อาคารผู้โดยสารขนาดใหญ่ นอกจากนี้ หากราคาเชื้อเพลิงอากาศยานพุ่งสูงจากเหตุการณ์ ภูมิรัฐศาสตร์ สายการบินอาจลดความถี่เที่ยวบินหรือยกเลิกเส้นทาง ทำให้ปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินลดลง ซึ่งกระทบต่อรายได้หลักของ ทอท. ทั้งค่าธรรมเนียมการบินและรายได้เชิงพาณิชย์ภายในท่าอากาศยาน รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศให้ปรับตัวลดลง ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของพันธมิตรรายใหญ่ และนำไปสู่ความระมัดระวังในการตัดสินใจร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมการบินมากยิ่งขึ้น
2. ระดับกลยุทธ์ : ความล่าช้าในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอาจทำให้ ทอท. สูญเสียความได้เปรียบด้านการแข่งขันทางการตลาด และอาจเผชิญกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นจากองค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศในอนาคต
ผลกระทบแบ่งได้เป็น 2 ระดับ ได้แก่
1. ระดับการดำเนินงาน : ระบบสำคัญอาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีที่ใช้ AI ได้แก่ ระบบควบคุมการบิน ระบบเช็คอินอัตโนมัติ ระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ และระบบแสดงข้อมูลเที่ยวบิน เมื่อระบบที่สำคัญต่อการให้บริการเหล่านี้ถูกโจมตี การดำเนินงานอาจหยุดชะงักทันที ส่งผลให้ต้องระงับบริการและเที่ยวบินล่าช้า นอกจากนี้ ทอท. อาจเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่มุ่งเข้าถึงข้อมูลสำคัญ รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จและการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้โดยสารที่ใช้บริการ ตลอดจนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
2. ระดับกลยุทธ์ : หากข้อมูลสำคัญขององค์กรถูกเปิดเผย หรือหาก ทอท. ปรับตัวต่อ AI Disruption ได้ช้ากว่าคู่แข่ง อาจนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นของผู้โดยสารและนักลงทุน ความเสียเปรียบในการแข่งขัน และความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์ธุรกิจอย่างเร่งด่วน
แนวทางการจัดการ (Mitigation Actions)
  • เร่งดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) ณ ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ และขยายผลไปยังท่าอากาศยานอื่น เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงาน
  • ติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบต่อเส้นทางการบินอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินโครงการกระตุ้นตลาดด้านการบิน (Incentive Scheme) เพื่อรักษาปริมาณเที่ยวบินในช่วงที่ได้รับผลกระทบ
  • มุ่งสู่การเป็นท่าอากาศยานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามแนวโน้มการลดคาร์บอนและการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นโอกาสให้ ทอท. ลดต้นทุนพลังงานในระยะยาวและเสริมภาพลักษณ์องค์กร
  • ประเมินและเตรียมความพร้อมรองรับมาตรฐาน SAF และกฎระเบียบด้านการปล่อยคาร์บอนระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น เพื่อให้ ทอท. สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที์กร
  • ดำเนินการตามแผนงานยกระดับการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และพัฒนาระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001 (ISMS)
  • ติดตั้งระบบไฟร์วอลล์ บังคับใช้รหัสผ่านที่ปลอดภัย และนำระบบยืนยันตัวตนแบบ 2 ขั้นตอน Two-Factor Authentication (2FA) มาใช้ทั่วทั้งองค์กร เพื่อป้องกันและรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้ระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายในการเข้าใช้งานของ ทอท.
  • พัฒนาบุคลากรด้านทักษะ Cybersecurity อย่างต่อเนื่อง
  • แผนการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ และการสำรองข้อมูล (Back-up) รวมถึงจัดให้มีแผนฟื้นฟูระบบ (Disaster Recovery Plan)
ด้านการรับมือ AI Disruption
  • บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้าสู่กระบวนการดำเนินงานผ่าน AOT Digital Platform เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและการบริหารองค์กร (กลยุทธ์ 7.2 Digital Transformation)
  • พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้าน Digital Competency และ AI Literacy เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพ

การส่งเสริมวัฒนธรรมความเสี่ยง (Risk Culture)

       ทอท. ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อปลูกฝังให้การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิบัติงานและการตัดสินใจในทุกระดับขององค์กร โดยยึดกรอบแนวคิดการสร้างวัฒนธรรมด้านความเสี่ยงตามแนวทาง Deloitte Risk Culture Framework เป็นแนวทางในการดำเนินงาน พร้อมทั้งกำหนดพฤติกรรมพึงประสงค์ด้านความเสี่ยง สำหรับคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานในแต่ละกลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมและการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับค่านิยมองค์กรและเป้าหมายการดำเนินงานของ ทอท. อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
       นอกจากนี้ ทอท. ยังได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและผลักดันวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมทั่วทั้งองค์กร ได้แก่
(1) การเสริมสร้างการรับรู้และความตระหนัก ผ่านการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ สื่อเผยแพร่ความรู้ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และ
(2) การจัดฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านการบริหารความเสี่ยง เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบริบทการดำเนินงานขององค์กรในปัจจุบัน

การดำเนินงานด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมความเสี่ยงในปี 2568
1.  เสริมสร้างความตระหนักด้านความเสี่ยง (Risk Management Education)

       ทอท. ได้กำหนดพฤติกรรมพึงประสงค์ด้านความเสี่ยงภายใต้แนวคิด “3A” เพื่อส่งเสริมค่านิยมองค์กรและผลักดันวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงให้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึงทั้งองค์กร โดยมุ่งเน้นให้คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกระดับมีพฤติกรรมการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับแนวทางการบริหารความเสี่ยงขององค์กรซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

       นอกจากนี้ ทอท.ยังได้ผนวกเกณฑ์ความเสี่ยงเข้ากับการพัฒนาการให้บริการของ ทอท. และกำหนดตัวชี้วัดด้านความเสี่ยงให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งมีผลโดยตรงต่อการกำหนดค่าตอบแทน (Financial Incentive) อีกทั้งในปีงบประมาณ 2568 ทอท. ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมให้ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับมีพฤติกรรมพึงประสงค์ด้านความเสี่ยงตามที่องค์กรกำหนดอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างสายงานยุทธศาสตร์และสายงานทรัพยากรบุคคลและอำนวยการของ ทอท. โดยมีกิจกรรมสำคัญ ดังนี้

     1) โครงการนิทรรศการความเสี่ยง ควบคุมภายใน และความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Risk Day 2025)
          วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงาน ทอท. ในกลุ่มเป้าหมายรับรู้พฤติกรรมพึงประสงค์ด้านการบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ 3A โดยกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดสามารถสื่อสารพฤติกรรมดังกล่าวในส่วนงานจนเกิดเป็นวัฒนธรรมความเสี่ยงที่สอดคล้องกับค่านิยมองค์กร (Core Values)

     2) โครงการกิจกรรม AOT Core Values Day 2025 : Embracing DEI&B
         วัตถุประสงค์: เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิด DEI&B ที่ช่วยในการสนับสนุนค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรให้กับบุคลากร ทอท. รวมถึงให้ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้าง ทอท. ตระหนักถึงความสำคัญของค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการปฏิบัติงานและการพัฒนาองค์กร เพื่อสนับสนุนการบรรลุวิสัยทัศน์ของ ทอท.

      3) การเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงของ ทอท. ผ่านแอพพลิเคชัน AOTStaff
          วัตถุประสงค์: ให้พนักงานทุกระดับสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประเด็นความเสี่ยง แนวทางการจัดการ และมาตรการที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และทันสมัย และเพื่อกระตุ้นให้พนักงานตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง และนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานประจำวันได้อย่างต่อเนื่อง

      นอกจากนี้ ทอท. ยังได้ดำเนินการสำรวจระดับการรับรู้และความตระหนักด้านการบริหารความเสี่ยงของพนักงานเป็นประจำทุกปี เพื่อประเมินประสิทธิผลของการสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูลด้านการบริหารความเสี่ยงผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ตลอดจนนำผลการสำรวจมาใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบ รวมถึงช่องทางการสื่อสาร เพื่อเสริมสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และวัฒนธรรมด้านการบริหารความเสี่ยงให้เกิดประสิทธิภาพและครอบคลุมทั่วทั้งองค์กรอย่างต่อเนื่อง

2. การฝึกอบรมด้านความเสี่ยง (Risk-Focused Training)

          ทอท. จัดโครงการฝึกอบรม และกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างทักษะและความเชี่ยวชาญให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมด้านการบริหารความเสี่ยง และการดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่กำหนด เตรียมความพร้อมของทั้ง 6 ท่าอากาศยาน ในการตรวจประเมินตามมาตรฐานสากล รวมถึงเพิ่มความเข้าใจ และความตระหนักรู้ ของบุคลากรทุกระดับดับชั้น

หลักสูตรฝึกอบรมด้านความเสี่ยง ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
โครงการฝึกอบรมหลักสูตร “ความรู้การบริหารความเสี่ยงของ ทอท.” ผ่านระบบ e-Learning”
ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับ
การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ความรู้ด้านกระบวนการบริหารความเสี่ยงของ ทอท. และจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง
Course 2
สายงาน สาย สำนัก และท่าอากาศยานผู้รับผิดชอบปัจจัยเสี่ยงระดับองค์กรของ ทอท. ประจำปีงบประมาณ 2569
การบรรยายให้ความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยงในหลักสูตรการพัฒนาบุคคล จำนวน 2 หลักสูตร ได้แก่
  • หลักสูตรการจัดการท่าอากาศยานระดับต้น (Junior Airport Management) จำนวน 4 รุ่น
  • หลักสูตรการจัดการท่าอากาศยานระดับกลาง (Intermediate Airport Management) จำนวน 2 รุ่น

  • Course 2
พนักงานระดับ 4 - 6
โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “การสร้างหัวหน้าทีมผู้ตรวจประเมินภายในระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management System: BCMS) ตามมาตรฐาน 22301:2019” ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อสร้างหัวหน้าทีมผู้ตรวจประเมินภายใน BCMS โดยได้รับการรับรองจากสถาบันระดับสากล ได้แก่ Chartered Quality Institute (CQI) และ International Register of Certificated Auditors (IRCA) ผู้ปฏิบัติงานด้านการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจของ สนญ.ทอท. และท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง (Risk Agent) ที่มีประสบการณ์ทำงานด้าน BCMS อย่างน้อย 1 ปี
โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจประเมินภายใน BCMS และ BCMS ตามมาตรฐานสากล ISO 22301:2019 ประจำปีงบประมาณ 2568 ประกอบด้วยหลักสูตรที่สำคัญ ดังนี้
  • การประเมินและการปรับปรุงผลการวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจและการประเมินความเสี่ยง
  • การเสริมสร้างจิตสำนึกและความตระหนักด้านการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ
  • การสร้างผู้ตรวจประเมินภายใน BCMS ตามมาตรฐานสากล ISO 22301:2019 (ภาคทฤษฎี)
  • การตรวจประเมินภายใน BCMS ตามมาตรฐานสากล ISO 22301:2019 (ภาคปฏิบัติ)
พนักงานที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับ BCMS

พนักงาน ทอท.

คณะผู้ตรวจประเมินภายใน BCMS

ทบทวนล่าสุด 27/02/2026