เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม

ที่มาและความสำคัญ

            การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการท่าอากาศยานเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของ ทอท. และยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสาร โดยเฉพาะการนำ ระบบชีวมิติ (Biometric) ระบบท่าอากาศยานอัจฉริยะ (Smart Airport) และระบบบริการดิจิทัล (Digital Services) มาใช้เพื่อลดขั้นตอนการตรวจสอบ และลดระยะเวลาการรอคอย ณ จุดบริการผู้โดยสารและจุดตรวจค้นสัมภาระ นอกจากนี้ การปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมยังช่วยรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน และเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรในฐานะผู้นำด้านการให้บริการท่าอากาศยานที่ทันสมัย
            อย่างไรก็ตาม การลงทุนในเทคโนโลยีต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่า ความสอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริง และความสามารถในการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียทรัพยากรโดยไม่เกิดประโยชน์​ การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลควบคู่กับการเสริมทักษะของบุคลากร และการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการวางแผนบริการ จะช่วยให้ ทอท. สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว

ผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ

          การดำเนินธุรกิจของ ทอท. ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการท่าอากาศยานอย่างเหมาะสม ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและคุณภาพการให้บริการ โดยเฉพาะการใช้ระบบบริการผู้โดยสารขึ้นเครื่อง (Common Use Passenger Processing System) กระบวนการของผู้โดยสารตั้งแต่เดินทางถึงท่าอากาศยานจนถึงขึ้นเครื่องบิน ระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automated Border Control: ABC) ระบบตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่อง (Baggage Reconciliation System: BRS) รวมถึงระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Automated Biometric Identification System: Biometric) ซึ่งช่วยลดระยะเวลาของกระบวนการผู้โดยสาร เช่น การตรวจสอบเอกสารสำคัญสำหรับเข้าออกเมือง เพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการจัดการสัมภาระผู้โดยสาร และลดเวลารอคิวในจุดบริการต่าง ๆ ส่งผลให้ผู้โดยสารได้รับประสบการณ์ที่สะดวกและรวดเร็ว
          ทอท. ได้ลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมโดยยึดหลักความคุ้มค่า และความสามารถในการใช้งาน เพื่อการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และรองรับการใช้งานได้ต่อเนื่องในระยะยาว ควบคู่กับการเสริมทักษะบุคลากรด้านดิจิทัล (Digital Literacy) และการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการวางแผนและออกแบบกระบวนการให้บริการ (Data Analytics) ซึ่งช่วยให้ ทอท. สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้โดยสารได้อย่างตรงจุด สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว และดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ 

ความท้าทายและโอกาส

          การลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมีความเสี่ยงด้านต้นทุนที่สูงจากการติดตั้งระบบอัตโนมัติและการบูรณาการเทคโนโลยี รวมถึงความซับซ้อนในการใช้งานจริง ซึ่งต้องอาศัยการปรับตัวของบุคลากร เพื่อให้มีความพร้อมในการปรับใช้และการบำรุงรักษาระบบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบริหารจัดการความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างเข้มงวด หากขาดการวางแผนที่รอบคอบ ความเสี่ยงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความคุ้มค่าของการลงทุนและประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวม อย่างไรก็ตาม การลงทุนในนวัตกรรมยังถือเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสารให้มีความสะดวก รวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น การใช้ระบบติดตามและตรวจนับความหนาแนนผู้โดยสาร (Real Time Passenger Tracking) ระบบการจัดการข้อมูลเพือใช้ในการตัดสินใจร่วมกันของผู้มีส่วนได้เสียในท่าอากาศยาน (Airport Collaborative Decision Making: A-CDM) ระบบช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automated Border Control : ABC) การประยุกต์เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อคาดการณ์ความต้องการของผู้โดยสาร สายการบิน และผู้ใช้บริการ ตลอดจนการแจ้งเตือนข้อมูลเที่ยวบินแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งล้วนช่วยเสริมภาพลักษณ์ความเป็นองค์กรที่ทันสมัยและตอบสนองความคาดหวังของผู้โดยสารยุคใหม่ อีกทั้งยังช่วยพัฒนาระบบงานภายใน ส่งเสริมวัฒนธรรมและแนวคิดด้านนวัตกรรมให้แก่บุคลากรเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรม ดังนั้น การบริหารเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมโดยคำนึงถึงความเสี่ยงควบคู่กับการใช้ข้อมูลเชิงลึกจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสที่ยั่งยืน และทำให้ ทอท. ก้าวสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการบินแห่งอนาคต 

ความมุ่งมั่นและผลการดำเนินงาน

ความมุ่งมั่นและนโยบายที่เกี่ยวข้อง

          ทอท. ต่อยอดกรอบการดำเนินงานด้านนวัตกรรมจากนโยบายที่มีการจัดทำเพื่อส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรมในปี 2568 รวมถึงการทบทวนนโยบายฯ สำหรับใช้เป็นกรอบการดำเนินงานด้านนวัตกรรมในปีงบประมาณ 2568 โดยพิจารณามุ่งเน้นตามหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ (SE-AM) ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เพื่อความครอบคลุมในทุกมิติ โดยคณะกรรมการ ทอท. อนุมัตินโยบายการส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรมของ ทอท. และประธานคณะกรรมการ ทอท. ได้ลงนามนโยบายฯ เพื่อเป็นการแสดงความมุ่งมั่นที่จะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล เพื่อสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

    1. ผลักดันให้บุคลากรมีทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมในองค์กร โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญนวัตกรรม (Innovation Themes) ของ ทอท. ตามที่กำหนดในแผนแม่บทนวัตกรรมของ ทอท. ปีงบประมาณ 2566-2570 ฉบับทบทวน
    2. กำหนดให้ส่วนงานทุกส่วนมีความรับผิดชอบในการร่วมขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมของ ทอท.
    3. สนับสนุนการนำองค์ความรู้และการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) วิทยาการ งานวิจัย และเทคโลยีดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนานวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาและยกระดับการให้บริการ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของ ทอท.
    4. ส่งเสริมการประยุกต์ใช้นวัตกรรมในการดำเนินงาน และพัฒนาท่าอากาศยานของ ทอท. รวมทั้งนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และสังคม
    5. พัฒนาระบบบริหารจัดการนวัตกรรม (Innovation Management: IM) ที่ส่งเสริมการดำเนินงาน การติดตาม ประเมิน และรายงานผลการดำเนินงาน
    6. เสริมสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมในองค์กร
    7. สนับสนุนโครงการนวัตกรรม โดยการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรที่จำเป็น อย่างเพียงพอและเหมาะสม

นโยบาย ข้อกำหนด กฎระเบียบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

หมวดที่ 1: กฎหมายและระเบียบ

  • พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551
  • พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ พ.ศ. 2549
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560
  • พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
  • พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562
  • ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง แนวโนบายและแนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศของหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2553
  • ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง แนวโนบายและแนวปฏิบัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2553

หมวดที่ 2 มาตรฐานด้านการบินและท่าอากาศยาน

  • มาตรฐานด้านความปลอดภัยสารสนเทศ ISO 27001 หรือ ISO/IEC 27001:2013

หมวดที่ 3 นโยบาย ทอท. ที่เกี่ยวข้อง

  • กรอบทิศทางการกำกับดูแลด้านการบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัลของ ทอท. (AOT Digital Governance Framework)
  • นโยบายการส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรมของ ทอท.
  • นโยบายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ ทอท. (AOT Data Privacy Policy)
  • นโยบายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของ ทอท. (AOT Cyber Security Policy) และ ประมวลแนวทางปฏิบัติและกรอบมาตรฐานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของ ทอท.
  • นโยบายความมั่นคง ปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ ทอท. (AOT ICT Security Policy)
  • นโยบายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ ทอท. (AOT Personal Data Protection Policy)
  • นโยบายข้อมูล (AOT Data Policy)
  • นโยบายการบริหารจัดการการเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของ ทอท. (AOT Green ICT Management Policy)

แนวทางการจัดการ

          ทอท. ได้ผนวกรวมนวัตกรรมอยู่ในค่านิยม (Core Value) ที่ ทอท. ยึดมั่นปฏิบัติ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีความมุ่งมั่นใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่ท่าอากาศยานที่ชาญฉลาดที่สุด พร้อมทั้งสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อมุ่งสู่การเป็นท่าอากาศยานที่ดีระดับโลก สร้างโอกาสใหม่ให้เกิดรายได้อย่างสมดุล และส่งมอบคุณค่ากับเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน โดย ทอท. ได้จัดทำแผนแม่บทด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับแผนวิสาหกิจของ ทอท. โดยมีสายงานเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก

แผนวิสาหกิจของ ทอท.ปีงบประมาณ 2566 – 2570 ฉบับทบทวน (ปีงบประมาณ 2568) 

          ทอท. กำหนดยุทธศาสตร์ที่ 5: พัฒนากระบวนการและคุณภาพการให้บริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความพึงพอใจของผู้โดยสารและผู้มีส่วนได้เสีย  กลยุทธ์ที่ 5.2 ขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการ และยุทธศาสตร์ที่ 7 พัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการองค์กร กลยุทธ์ที่ 7.2 พัฒนากระบวนการการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมุ่งสู่การเป็น Digital Transformation ที่มุ่งเน้นการยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการ ผ่านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการบริหารจัดการบุคลากร กระบวนการทำงานและเครื่องมือสนับสนุน ให้มีความพร้อมสามารถรองรับการดำเนินงานของธุรกิจหลักและธุรกิจใหม่ในอนาคต (Enhance Organization Capability) โดยมีการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงานในด้านที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดังนี้

ตัวชี้วัด ผลการดำเนินงาน 2568 เป้าหมาย
2568 2569 2570
กลยุทธ์ 5.2 ขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการ
1. ร้อยละของจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการเทคโนโลยีติดตั้ง (ร้อยละ)
1.1 ระบบเช็คอินด้วยตัวเองอัตโนมัติ (Common Use Self Service: CUSS)
- ทสภ. 25.96 ≥25 ≥25 ≥25
- ทดม. 20.70 20 22 ≥25
- ทชม. 14.68 20 22 ≥25
1.2 ระบบรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ (Common Use Bag Drop (CUBD)
- ทสภ. 17.46 17 22 ≥25
กลยุทธ์ 7.2 พัฒนากระบวนการการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมุ่งสู่การเป็น Digital Transformation
1. ระดับความสำเร็จในการดำเนินการตามแผนพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล (AOT Digital Roadmap) (ร้อยละ) นำมาเป็นแผนปฏิบัติการปี 68 100 100 100
2. ระดับความสำเร็จในการดำเนินการตามแผนแม่บทนวัตกรรม ของ ทอท.(ร้อยละ) นำมาเป็นแผนปฏิบัติการปี 68 100 100 100

แผนแม่บทนวัตกรรมของ ทอท. ปีงบประมาณ 2566 - 2570 ฉบับทบทวน (ปีงบประมาณ 2568)

          ทอท. เล็งเห็นโอกาสในการใช้นวัตกรรมเพื่อเป็นการขับเคลื่อนองค์กรในอนาคต โดยได้ดำเนินการวางแผนด้วยภาพอนาคต (Scenario Planning) ผ่านความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีความแตกต่างกัน เพื่อกำหนดประเด็นสำคัญด้านนวัตกรรม (Innovation Theme) เช่น ธุรกิจใหม่ที่เป็นไปได้ การพัฒนานวัตกรรมในบางกระบวนการเพื่อเพิ่มความพึงพอใจ เป็นต้น และนำภาพอนาคตมาพิจารณาถึงความพร้อมของ ทอท. ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการออกแบบระบบนวัตกรรมองค์กร (Corporate Innovation System) ที่เหมาะสม

การศึกษาฉากทัศน์ในอนาคต

          ทอท. ใช้เครื่องมือการคาดการณ์อนาคต (Foresight) ภายใต้กรอบ STEEP (Social Technology Economic Environment Politic) ที่ประกอบไปด้วย 5 มิติ เพื่อจัดลำดับความสำคัญและการกำหนดประเด็นสำคัญ (Theme) ด้านนวัตกรรทมที่สอดคล้องกับแนวโน้มและความเสี่ยงหรือโอกาสในอนาคตต่อไป

การพัฒนานวัตกรรมตามกรอบการประเมินของรัฐวิสาหกิจ

          การพัฒนาการกำกับดูแลและการบริหารจัดการนวัตกรรมขององค์กรจะต้องทำควบคู่ไปกับการวัดผลของการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ตามระบบประเมินผลรัฐวิสาหกิจ State Enterprise Assessment Model: SE-AM ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง โดยได้ให้ความสำคัญกับการมององค์รวมของระบบนวัตกรรมไว้ 7 มิติ ได้แก่

    1. การนำองค์กรสู่การจัดการนวัตกรรมที่ยั่งยืน
    2. ยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรม
    3. นวัตกรรมเพื่อมุ่งเน้นลูกค้าและตลาด
    4. ความรู้สู่การสร้างนวัตกรรม
    5. วัฒนธรรมเพื่อมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรม
    6. กระบวนการนวัตกรรม
    7. ผลลัพธ์ด้านนวัตกรรม

          ผลการวิเคราะห์ระดับความพร้อมในการจัดการนวัตกรรมของ ทอท. สามารถระบุประเด็นในการพัฒนา รวมไปถึงโอกาสและช่องว่างในการพัฒนาความพร้อมในการพัฒนาของ ทอท. ได้ โดยรายละเอียดนั้นสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากแผนแม่บทนวัตกรรมของ ทอท. ปีงบประมาณ 2566 – 2570 ฉบับทบทวน (ปีงบประมาณ 2568) ในส่วนของการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีนั้น ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่มีส่วนช่วยในการสนับสนุนการดำเนินงานอื่นๆ ขององค์กร เมื่อในปัจจุบันโลกของเรานั้นได้เข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ทอท. จึงได้มีการวางแผนแม่บทนวัตกรรมของ ทอท. ปีงบประมาณ 2566 – 2570 ฉบับทบทวน (ปีงบประมาณ 2568) ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับแผนแม่บทอื่นๆ ของ ทอท. เพื่อเป็นการแสดงความเชื่อมโยงของการวางแผนในการดำเนินงาน และเชื่อมั่นได้ว่าการดำเนินงานทุกด้านของ ทอท. นั้นมีการส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกัน

การขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลของ ทอท.

          ทอท. กำหนดให้มีการส่งเสริมปัจจัยทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและด้านนวัตกรรมควบคู่กัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานในการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดการสร้างนวัตกรรมอย่างเป็นระบบคือ “ระบบนวัตกรรมองค์กร (Corporative Innovation System)” ที่เอื้อต่อวัฒนธรรมสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรม (Innovative Culture) ซึ่งหมายถึงการมีเวทีให้บุคลากรทั้งภายในและภายนอกได้แสดงแนวคิดที่แตกต่างและกล้าคิดกล้าทำสิ่งใหม่อย่างสร้างสรรค์และสอดคล้องกับเป้าหมายของ ทอท. ดังนี้ จึงมีการกำหนดนโยบาย แผนการดำเนินงาน และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องและส่งเสริมการคิดค้นด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ดังนี้

          ด้วยกรอบการบริหารจัดการและการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมของ ทอท. ได้วางแนวทางการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่องค์กรนวัตกรรม (Innovative Organization) และองค์กรดิจิทัล (Digital Organization) ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนข้อมูลผ่านระบบฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพในทุกหน่วยงานและระดับของการดำเนินธุรกิจ ด้วยการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเข้ากับการดำเนินธุรกิจท่าอากาศยานของ ทอท. ที่ช่วยเสริมคุณค่าผ่านการให้บริการที่มีความครอบคลุมในประเด็นต่างๆ เช่น ความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย (Airport Safety and Security) ประสบการณ์ของลูกค้าผ่านการใช้บริการท่าอากาศยาน (Customer-Experience) การยกระดับคุณภาพท่าอากาศยานของ ทอท. ต่อการเปลี่ยนแปลงตามแนวโน้มสากล เป็นต้น อีกทั้ง การดำเนินการทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือที่สามารถปลดล็อคศักยภาพ (Enablers) ขององค์กรและทำให้องค์กรสามารถค้นหาโอกาสและโมเดลทางธุรกิจกิจใหม่ๆ

          อย่างไรก็ดี ความท้าทายขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ความรู้ความเข้าใจและการปรับตัวของบุคลากรและแนวปฏิบัติดั้งเดิมขององค์กรถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ดังนั้น องค์กรจำเป็นต้องมีการปรับบุคลากรและกระบวนการต่างๆ ให้เท่าทันเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ หรือ การเลือกใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีความเหมาะสมกับบริบทของ ทอท. (Equalization) ในระยะแรกก่อน เพื่อให้การดำเนินงานตามแผนมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ ทอท. ได้มีการติดตามความคืบหน้าของการบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมของส่วนงานภายใน ผ่านตัวชี้วัดระดับยุทธศาสตร์ตามแผนแม่บทนวัตกรรมฯ และแผนปฏิบัติการดิจิทัลฯ อีกทั้ง ทอท. มีการรายงานผลต่อผู้บริหารระดับสูงเพื่อทบทวนและกำหนดมาตรการส่งเสริมความสำเร็จตามเป้าหมายเพิ่มเติมเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

การขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าและโอกาสทางธุรกิจใหม่ของ ทอท.

          ทอท. ได้จัดทำ คู่มือการบริหารจัดการนวัตกรรมของ ทอท. ที่ได้รวบรวมความรู้ล่าสุดเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) และการจัดการนวัตกรรม (Innovation Management) เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในแก่พนักงาน ทอท. ซึ่งเนื้อหาครอบคลุมเรื่องรูปแบบและระดับของนวัตกรรม กระบวนการรวบรวมความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรมนวัตกรรม (Innovation Culture) และ วางนโยบายที่ช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านองค์กรมุ่งสู่องค์กรนวัตกรรมด้วยนโยบายการส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรมที่ให้ความสำคัญกับการจัดการนวัตกรรมทั้งในการบริการ กระบวนการทำงาน รูปแบบธุรกิจ/ภารกิจใหม่ทุกระดับภายในองค์กร ดังนั้น ทอท. จึงมุ่งมั่นส่งเสริมให้บุคลากรใช้ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรมทั้งองค์กร ผ่านการกำหนดนโยบายการส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรม ซึ่งมี 8 องค์ประกอบ ดังนี้

นโยบายการส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรม TH

          เพื่อการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่องค์กรนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ (ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาการดำเนินงานด้านกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบิน มุ่งเน้นนวัตกรรมธุรกิจใหม่ที่ไม่ใช่ธุรกิจการบิน (Non-Aero: Business Model Innovation) ในกลยุทธ์ที่ 4.2 ที่กล่าวถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ด้วยสินทรัพย์ของ ทอท.) อาทิ พัฒนาแนวคิดรูปแบบโมเดลธุรกิจใหม่ โดยการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ด้วยสินทรัพย์ของ ทอท. ยังถือเป็นประเด็นการพัฒนานวัตกรรมที่ ทอท. ให้ความสำคัญ ซึ่ง ทอท. ได้กำหนดกรอบการดำเนินการทางด้านการพัฒนานวัตกรรมในระดับปฏิบัติการภายใต้การบริหารจัดการโครงการนวัตกรรม ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การออกแบบแนวคิด (Idea) การทดลอง (Proof of Concept) การทดสอบต้นแบบ (Prototype Evaluation) การพัฒนา (Development) การนำไปใช้ (Implementation) และการประเมินและติดตามผล (Assessment)

          ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาแนวคิดรูปแบบโมเดลธุรกิจใหม่และการสร้างโอกาสการธุรกิจใหม่ด้วยสินทรัพย์ จึงถือเป็นประเด็นการพัฒนานวัตกรรมของทอท. ผ่านการกำหนดกรอบการดำเนินการด้านการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งประกอบด้วย 5 กระบวนการ ได้แก่

ระยะที่ 1 กระบวนการนำเข้าความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม (Idea Collection)
ระยะที่ 2 กระบวนการพัฒนาและทดสอบต้นแบบนวัตกรรม (Prototype &Test)
ระยะที่ 3 กระบวนการพัฒนานวัตกรรม (Development)
ระยะที่ 4 การนำไปใช้และประเมินผลลัพธ์นวัตกรรม (Implementation and Assessment) และ
ระยะที่ 5 กระบวนการพัฒนาต่อยอด (Value Creation Process)

การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology)

          ทอท. ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานขององค์กรเพื่อมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่องค์กรดิจิทัล (Digital Transformation) ที่มีความสอดคล้องกับบริบทของ ทอท. ที่สามารถช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่มีประสิทธิภาพรวมถึงคุณภาพที่สามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในภาพรวมได้อย่างรอบด้าน
นอกจากนี้ทิศทางการดำเนินงานยังรวมไปถึงการรองรับแนวโน้มในระดับประเทศและระดับสากล พร้อมกันกับการปรับใช้และการบูรณาการร่วมกับการดำเนินงานของ ทอท. มีการปรับเปลี่ยนองค์กรในองค์รวม เพื่อพัฒนาสมรรถภาพองค์กรให้มีความทันสมัย มีขีดความสามารถการแข่งขัน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จนี้ ดังนั้น ทอท. ต้องมีการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยน 3 ปัจจัยหลัก ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านองค์กร ได้แก่

          นอกจากนี้ กลยุทธ์ในการยกระดับองค์กรตามกรอบการดำเนินงานของ ทอท. ตามแผนปฏิบัติการดิจิทัล ปีงบประมาณ 2567 – 2570 ได้ระบุประเด็นที่มีความสอดคล้องในการช่วย ทอท. เปลี่ยนผ่านองค์กร โดยมีความครอบคลุมในประเด็น 4 ประเด็น ดังนี้

          ในการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่องค์กรดิจิทัล ทอท. ได้วางแนวทางโดยอ้างอิงจากทั้ง 4 กลยุทธ์ข้างต้น เพื่อกำหนดกรอบแผนการดำเนินงานดิจิทัล โดยเป้าหมาย Smartest Airport Operation ตาม AOT Digital Roadmap 2024 – 2027 ที่มีการนำกลยุทธ์ทั้ง 4 ด้าน มาเป็นรากฐานในการพัฒนาองค์กรตามประเด็นที่มีวางแผน

          ในการบูรณาการร่วมระหว่างการดำเนินงานที่มีอยู่เดิมและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ของ ทอท. มีการดำเนินการผ่านความคาดหวังและความต้องการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ ทอท. เช่น การสนับสนุนการดำเนินงานด้านความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย (Safety & Security) ด้านการกำกับดูแลกิจการของคณะกรรมการ (Corporate Governance/Corporate Affairs) ด้านสิ่งแวดล้อม (Green Airport) ด้านการบริหารและการพัฒนาทุนมนุษย์ขององค์กร (Human Resource Development/Human Resource Management) เป็นต้น ซึ่งจะอยู่ในกรอบตามกลยุทธ์และแผน ทั้งนี้ เพื่อให้เครื่องมือทางเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทอท. ได้แบ่งระดับแผนงานออกเป็น 4 ส่วนสำคัญ คือ Digital Application (M1) Digital Operation (M2) Digital Office (M3) และ Digital Cargo (M4) ซึ่งทั้ง 4 องค์ประกอบถือเป็นองค์ประกอบหลักในการยกระดับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับทุก ๆ ส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจ

Digital Application (M1)

          ทอท. พัฒนาแอปพลิเคชัน “Sawasdee by AOT” เพื่อเป็นเครื่องมือเชื่อมต่อกับบริการของท่าอากาศยาน ที่ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เช่น ข้อมูลเที่ยวบิน ประตูขึ้นเครื่องบิน แผนที่ท่าอากาศยาน จุดรับสัมภาระ รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก และบริการต่าง ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แอปพลิเคชันยังนำข้อมูลเชิงพฤติกรรมของผู้โดยสารมาวิเคราะห์เพื่อมอบ ประสบการณ์การใช้งานที่ตรงตามความต้องการของแต่ละบุคคล (Information-driven user experiences) พร้อมทั้งช่วย ส่งเสริมธุรกิจท้องถิ่น ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่อีกด้วย

A Life Airport

AOT Digital Airport

          ทอท.กําหนดทิศทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออํานวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารภายในท่าอากาศยานภายใต้แนวคิด “สนามบินมีชีวิต” โดยเปิดตัวแอปพลิเคชันท่าอากาศยาน ทอท. (AOT Airports Application) ซึ่งได้รับการปรับโฉมใหม่เป็นชื่อ SAWASDEE by AOT ในปี 2564 ที่มอบประสบการณ์การใช้ท่าอากาศยานที่น่าดึงดูดและสะดวกสบายแก่ลูกค้า พร้อมส่งเสริมธุรกิจของผู้ประกอบการภายในท่าอากาศยานให้ก้าวไปสู่ Digital Airport ภายในแอปพลิเคชันประกอบด้วยฟังก์ชันต่าง ๆ ดังนี้

Digital Operation (M2)

          การให้บริการผู้โดยสารด้วยคุณภาพถือเป็นสิ่งที่ ทอท. ให้ความสำคัญอย่างมาก ทำให้การพัฒนาและยกระดับการให้บริการผู้โดยสาร (Enhance Passenger Experience) เป็นสิ่งที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเพิ่มคุณค่าการให้บริการผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและการสื่อสาร ทอท. วางระบบบริการผู้โดยสารขึ้นเครื่อง (Common Use Passenger Processing System: CUPPS) เพื่อลดขั้นตอน เพื่มความสะดวกสบายและรวดเร็วให้กับผู้โดยสาร

Digital Office (M3)

        ทอท. ตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของการปรับตัวเข้ากับยุคแห่งเทคโนโลยีดิจิทัล โดยได้นำเครื่องมือดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจใน 6 ท่าอากาศยาน ช่วยให้พนักงานของ ทอท. ปฏิบัติงานประจำวันได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถกำหนดแนวทางการทำงานที่มุ่งสู่องค์กรดิจิทัล ผ่านการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาและเชื่อมต่อ (Integration) อย่างเป็นระบบ รวมถึงเสริมศักยภาพให้พนักงานสามารถทำงานได้ทุกที่ (Anywhere) และทุกเวลา (Anytime) ประกอบไปด้วย เว็บไซต์ส่วนบุคคล เว็บไซต์ส่วนงาน ระบบจัดเก็บข้อมูลองค์กร สมุดโทรศัพท์ ระบบปฏิบัติการเฉพาะสำหรับผู้ปฏิบัติงานต่างๆ เป็นต้น
ตัวอย่างระบบดิจิทัลที่โดดเด่น
– ระบบการขอใช้รถส่วนกลาง: ช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความถูกต้อง ลดการใช้กระดาษจากแบบฟอร์ม และลดความเสี่ยงจากการสูญหายของเอกสาร
– ระบบการจองห้องประชุม/ห้องฝึกอบรม: อำนวยความสะดวกให้บุคลากรสามารถจองห้องได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ง่าย
        ซึ่งระบบต่างๆ นี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ช่วยในการใช้ทรัพยากร เสริมสร้างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly) และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย โปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร

Digital Cargo (M4)

          ทอท. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาการขนส่งสินค้าที่มีความรวดเร็วและลดความแออัดของการจราจรภายในพื้นที่เขตปลอดอากร จึงได้พัฒนา ระบบบริหารจัดการเขตปลอดอากรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Cargo – M4) ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ด้าน Smart Services
โครงการแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่

  • ระยะที่ 1: Smart Access – เน้นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาติดต่อผ่านระบบดิจิทัล โดยสามารถลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre-Smart) ผ่านเว็บไซต์ และรับบัตรผ่านพื้นที่ได้ด้วยตนเองผ่าน Self-Service Kiosk
  • ระยะที่ 2: Smart Cargo – เป็นการบูรณาการข้อมูลสำหรับการจัดการตารางเวลาการรับ–ส่งสินค้า (Slot Management) ผ่านระบบย่อย ได้แก่
    • FEMS (Freezone Entry Management System): ระบบบริหารจัดการการเข้า-ออกพื้นที่เขตปลอดอากร
    • FDMS (Freezone Data Management system): ระบบติดตามและตรวจสอบความเคลื่อนไหวของสินค้าในเขตปลอดอากร ทสภ.

          ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวช่วยลดความแออัด (Congestion Reduction) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพื้นที่ และรองรับการขยายตัวของการขนส่งทางอากาศของประเทศไทยในอนาคต

นวัตกรรม (Innovation)

          การขับเคลื่อนองค์กรด้วยกลไกนวัตกรรมตามกรอบการดำเนินงานภายใต้แผนแม่บทด้านนวัตกรรม (Innovation Master Plan) ของ ทอท. 2566 – 2570 ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ด้านการขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรม (Strategic Innovation Roadmap) และยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรม (Innovation Strategy) ซึ่งการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเปลี่ยนผ่านนั้นจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรที่มีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านองค์กรควบคู่ไปด้วยกัน ดังนั้นการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์จึงได้ให้ความสำคัญและมุ่งเน้นไปที่การวางรากฐานไปที่บุคคลากรของ ทอท. ด้วยการบ่มเพาะกระบวนการและกลไกนวัตกรรมซึ่งจะเป็นการพัฒนาทักษะของบุคคลากรที่เป็นทรัพยากรขององค์กร ที่ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ ทอท. สามารถปฏิบัติงานตามยุทธ์ศาสตร์ด้านนวัตกกรรมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ องค์กรนวัตกรรม (Innovation Organization) นวัตกรรมบริการ (Service Innovation) นวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovation) และการพัฒนานวัตกรรมด้วยข้อมูล (Data Driven Innovation) ได้สำเร็จตามเป้าหมาย รวมไปถึงการนำสิ่งที่ได้จากการพัฒนาและเปลี่ยนผ่านองค์กรด้านนวัตกรรมมาช่วยผลักดันการดำเนินธุรกิจเพื่อการเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืนด้วยแนวคิดการสร้างนวัตกรรม สู่ Net Zero ทอท. ไร้คาร์บอน

การจัดการความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม

          นอกจากนี้การดำเนินธุรกิจท่าอากาศยานที่มีการปรับใช้การบูรณาการร่วมของเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ทอท. ได้ตระหนักถึงการวิเคราะห์ความเสี่ยงในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินงานร่วม เพื่อลดความเสี่ยง เพื่อผลลัพธ์จากการดำเนินงานด้วยประสิทธิภาพที่ดีได้มาตรฐาน ดังนั้น ทอท. ได้มีการประเมินความเสี่ยงจากการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม โดยมีประเด็นความเสี่ยง เช่น ความปลอดภัยของมูลในรูปแบบดิจิทัล การดำเนินงานที่สอดคล้องกับด้านกฎระเบียบและมาตรฐาน ประสิทธิภาพด้านการรักษาความปลอดภัยเครือข่าย ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ ความรู้ความสามารถของบุคลากรที่ไม่ตอบรับกับการเปลี่ยนผ่าน ความเสี่ยงที่เกิดจากผู้รับบริการ/ผู้ใช้งานมีความต้องการและความคาดหวังที่เปลี่ยนไป ความเสี่ยงจากการที่นวัตกรรมอาจนำการดำเนินการไปสู่ความคลุมเครือของการตีความกฎระเบียบและมาตรฐานที่ต้องปฏิบัติ (Compliance) หรืออาจจะนำไปสู่กิจกรรมที่มาตรฐานและกฎระเบียบยังไม่พัฒนาไปถึงและอาจส่งผลกระทบต่อองค์กรได้ เป็นต้น ดังนั้น ทอท. จึงมีการจัดการความเสี่ยงในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ตามขั้นตอนจัดการความเสี่ยง ได้แก่ การระบุความเสี่ยง (Risk Identification) การวิเคราะห์ความเสี่ยงและการจัดลำดับความเสี่ยง (Risk Analysis/ Prioritization) การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) และการจัดการความเสี่ยงด้วยการหาแนวทางในการลดความรุนแรงหรือแนวทางในการป้องกันความเสี่ยง (Risk Mitigation & Risk Prevention)

การดำเนินงาน

การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology)

แอปพลิเคชัน Sawasdee by AOT

          ในปี 2568 ที่ผ่านมานั้น ผู้เข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Sawasdee by AOT มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนอกจากจะแสดงถึงความสำเร็จของการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมและผู้ใช้งานนั้น การเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงบริการของ ทอท. ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และการดำเนินธุรกิจของ ทอท. โดยในปี 2568 รายได้จากช่องทางออนไลน์นั้นเท่ากับ 6,625,076.09  บาท (แอปพลิเคชัน Sawasdee by AOT และเว็บไซต์ของ ทอท. ) ซึ่งเกินจากเป้าหมาย 2,400,000 บาท ของ ทอท. รวมถึงมีผู้ใช้งานเข้าถึงแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ของ ทอท. ครั้งตามลำดับ ยิ่งเป็นการยืนยันว่าการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของ ทอท. นั้นตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานและผู้มีส่วนได้เสียอย่างมาก

เทคโนโลยีดิจิทัล : แพลตฟอร์มบูรณาการของคลังสินค้าดิจิทัล

          ตามแผนโครงการคลังสินค้าดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานการขนส่ง เป็นแพลตฟอร์มกลางของ ทอท. ที่เชื่อมโยงและบูรณาการการทำงานระหว่างระบบต่างๆ ของ ทอท. และผู้มีส่วนได้เสีย โดย ทอท. ได้พัฒนาโมดูล (Module) ที่ช่วยลดความซ้ำซ้อนของการทำงานในระบบการขนส่งสินค้าทางอากาศของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และยังช่วยแก้ปัญหาความแออัด ลดระยะเวลาการดำเนินการ และเพิ่มขีดความสามารถการบริหารจัดการสินค้าและรถรับส่งสินค้า รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการรองรับสินค้าในพื้นที่เขตปลอดอากร ซึ่ง ทอท. ได้ติดตามประสิทธิผลของการดำเนินงาน ออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 Smart Access และระยะที่ 2 Smart Cargo

ระยะที่ 1 Smart Access แล้วเสร็จในการ ทอท. ได้ติดตั้งตู้ KIOSK สำหรับทำบัตรบุคคลเข้าพื้นที่ ช่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกบัตรเข้าพื้นที่สำหรับผู้ใช้บริการรายวัน โดยผู้ใช้บริการสามารถทำบัตรผ่านตู้ KIOSK ได้ทันที โดยใช้เพียงบัตรประชาชน และสำเนาเอกสาร สำหรับในการเข้ามานำมารับส่งสินค้า ก็สามารถทำบัตรได้ผ่านตู้ KIOSK ทันที

ระยะที่ 2 ระบบ Smart Cargoเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้ารับสินค้าในพื้นที่เขตปลอดอากรจากระบบอนาล๊อค (Analog) เป็นระบบดิจิทัล (Digital) ผู้ใช้บริการสามารถทำการ booking ผ่าน application AOT EZ Cargo ล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ประกอบการคลังสินค้า TG/BFS ได้จัดเตรียมสินค้าให้เรียบร้อยก่อนที่รถบรรทุกจะเข้ามารับและส่งสินค้า โดยระบบดังกล่าวจะช่วยลดความแออัดบริเวณพื้นที่หน้าคลังสินค้า ผ่านการจัดคิวรถบรรทุก Truck Queuing และช่วยลดระยะเวลาในการเข้ารับ-ส่งสินค้า รวมทั้งลดต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ในภาพรวมของผู้ใช้บริการ ซึ่งหลังจากเปิดใช้ระบบดังกล่าว พบว่า ระยะเวลาในการเข้ารับส่งสินค้าของผู้ใช้บริการลดลงถึงร้อยละ 47.95

ระบบบริการผู้โดยสารขึ้นเครื่อง (Common Use Passenger Processing System: CUPPS)

           ทอท. ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนกระบวนการให้บริการผู้โดยสารในขั้นตอนการขึ้นเครื่องด้วยตนเอง ตั้งแต่ขั้นตอนการ เช็คอินไปจนถึงทางออกขึ้นเครื่องเพื่อให้กระบวนการให้บริการผู้โดยสารขึ้นเครื่องเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และ ตอบสนองความพึงพอใจในการใช้บริการท่าอากาศยานของผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งประกอบด้วย 6 ระบบ ดังนี้

  • ระบบตรวจบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง (Common Use Terminal Equipment: CUTE)
  • ระบบเช็คอินด้วยตนเองอัตโนมัติ (Common Use Self Service: CUSS)
  • ระบบรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ (Common Use Bag Drop: CUBD)
  • ระบบตรวจสอบยืนยันตัวตนผู้โดยสาร (Passenger Validation System: PVS)
  • ระบบประตูทางออกขึ้นเครื่องอัตโนมัติ (Self-Boarding Gate: SBG)
  • ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Automated Biometric Identification System: Biometric

          ปัจจุบันมีแนวโน้มที่ผู้โดยสารจะใช้ระบบบริการผู้โดยสารขาออกเพิ่มมากขึ้น โดยอ้างอิงจากผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการดิจิทัลฯ ในปี 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 กลยุทธ์ที่ 1.1 Enhance Passenger Experience พบว่ามีอัตราร้อยละของการใช้บริการเคาน์เตอร์เช็คอินแบบปกติเทียบกับเคาน์เตอร์เช็คอินแบบให้บริการตนเองอยู่ที่ ร้อยละ 75.19 จากค่าเป้าหมายที่ร้อยละ 75

ระบบ Automated Border Control (ABC)

            ทอท.ได้ดำเนินโครงการติดตั้งระบบ Automated Border Control (ABC) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจุดตรวจคนเข้าเมือง โดยใช้เทคโนโลยีชีวมิติ และการอ่านข้อมูลจากหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Passport) ในการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้โดยสารแบบอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลารอคิว ลดความแออัด และยกระดับมาตรการความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลของ ICAO พร้อมทั้งคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้โดยสาร โครงการนี้สอดคล้องกับแผนวิสาหกิจของ ทอท. ในการเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยาน และยกระดับประสบการณ์การเดินทาง โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความพึงพอใจและความเชื่อมั่นในคุณภาพการให้บริการ

          ระบบ ABC เปิดใช้งานเต็มรูปแบบในปี 2567 และมีแผนขยายการติดตั้งไปยังสนามบินดอนเมือง และภูเก็ตในปี 2569 รวมถึงพัฒนาการตรวจสอบหนังสือเดินทางให้รองรับทั้ง e-Passport และ non e-Passport ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ ได้แก่ การลดเวลาตรวจคนเข้าเมืองเหลือเพียง 15–23 วินาทีต่อคน เพิ่มความปลอดภัยด้วยการใช้เทคโนโลยี AI ตรวจสอบข้อมูล และยกระดับมาตรฐานการให้บริการ โดยมีสถิติการใช้งานเฉลี่ย 13,000 คนต่อวัน และมีสัดส่วนการใช้งานสูงถึง 73.92% ของผู้โดยสารระหว่างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างประสบการณ์เดินทางที่รวดเร็ว ปลอดภัย และทันสมัย

นวัตกรรม (Innovation)

การพัฒนาระบบติดตามกระเป๋าสัมภาระ Baggage Tracking System

          Baggage Tracking System เป็นผลงานนวัตกรรมที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากแนวคิดการเพิ่มประสิทธิภาพและความถูกต้องในกระบวนการตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสาร โดยระบบนี้ถูกนำมาพัฒนาและเริ่มใช้งานจริงเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความผิดพลาดในกระบวนการตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระ และพัฒนากระบวนการทำงานให้เป็นระบบดิจิทัลที่แม่นยำ
          ระบบนี้ช่วยปรับปรุงกระบวนการคัดกรองกระเป๋าสัมภาระที่ไม่ผ่านเครื่อง X-ray โดยให้เจ้าหน้าที่สามารถนำกระเป๋าสัมภาระที่ต้องตรวจสอบไปยังห้อง Baggage Inspection Room (BIR) พร้อมทำการบันทึกข้อมูลการตรวจสอบแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถลดระยะเวลาในการทำงาน และเพิ่มความสะดวกรวดเร็วแก่สายการบินและผู้โดยสาร โดยมี 3 ขั้นตอนการทำงานหลัก ดังนี้

การบันทึกผลการตรวจสอบ การส่งต่อข้อมูล ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ
  • กระบวนการบันทึกข้อมูลการตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระแบบดิจิทัล แทนการจดบันทึกด้วยกระดาษแบบเดิม
  • ช่วยให้ข้อมูลมีความถูกต้องแม่นยำ ลดข้อผิดพลาดในการทำงาน
  • ข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบจะถูกส่งต่อไปยังสายการบินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแบบเรียลไทม์
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามสถานะของสัมภาระระหว่างขั้นตอนต่างๆ
ระบบสามารถแจ้งเตือนสถานะปัจจุบันของกระเป๋าสัมภาระ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดตามและประเมินผลได้อย่างรวดเร็ว

          ระบบ Baggage Tracking System นอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพการให้บริการภายในท่าอากาศยานให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังส่งผลเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการลดการใช้ทรัพยากร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มความพึงพอใจให้กับผู้โดยสาร ระบบนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญของ ทอท. ในการสนับสนุนการดำเนินงานที่ยั่งยืนควบคู่กับการเติบโตทางธุรกิจ

 

ประโยชน์ต่อสังคมและ/หรือสิ่งแวดล้อมประโยชน์ต่อธุรกิจ
  • ลดประมาณขยะ: การเปลี่ยนระบบเป็นดิจิทัล ช่วยลดการใช้กระดาษ
  • ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂): จากการลดการผลิตและขนส่งกระดาษ ซึ่งคาดว่าจะลดการปล่อย CO₂ ลงได้
  • เพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน: ระบบสามารถติดตามและตรวจสอบข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ลดปัญหาหรือข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการเดิม
  • ยกระดับมาตรฐานการบริการ ส่งเสริมภาพลักษณ์ของท่าอากาศยานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
  • ระดับความพึงพอใจ ASQ ประจำปี 2568 ของท่าอากาศยานภูเก็ต : 4.28/5  ระบบสามารถติดตามและตรวจสอบข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ลดปัญหาหรือข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการเดิม
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: ลดเวลาในการตรวจสัมภาระ โดย เมื่อเทียบกับระบบเดิม
  • ลดความผิดพลาดจากการทำงาน: ระบบดิจิทัลช่วยลดข้อผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลได้เกือบ 100%
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้ทรัพยากร: ลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการใช้กระดาษและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบเดิม
  • เพิ่มความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร: กระบวนการทำงานที่รวดเร็วและแม่นยำ ช่วยให้ท่าอากาศยานสามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มทรัพยากรหรือบุคลากร

NOTIFLOW

          NOTIFLOW เป็นผลงานนวัตกรรมที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจาก โครงการชุมชนนักพัฒนานวัตกรรม (Development Crew) มีแนวคิดการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน โดยได้รับการอนุมัติให้ใช้งานจริงเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ และ ยกเลิกการใช้กระดาษ ได้อย่างสมบูรณ์

         โดย NOTIFLOW เป็นแนวคิดที่มีการพัฒนาแอปพลิเคชันด้วยโปรแกรมที่ ทอท. มีให้บริการอยู่ในปัจจุบัน (Power App / Power Automate / Power BI) มาใช้งาน สามารถบันทึก จัดเก็บ ประมวลผลและแสดงผลข้อมูลแบบ Data Analysis รวมถึงการแจ้งเตือนผ่าน MS Team chat แบบ Real Time เพื่อทดแทนการบันทึกรายงานรูปแบบกระดาษที่มีข้อจำกัดเรื่องการใช้กระดาษจำนวนมาก

          ในปีงบประมาณ 2568 ได้มีการต่อยอดและประยุกต์ใช้ระบบดังกล่าวกับงานด้านอื่น ๆ เช่น ระบบเบิกใช้พัสดุและอุปกรณ์สำนักงาน เพื่อแก้ไขปัญหาการเบิกใช้งานที่ไม่มีการบันทึกหลักฐาน เพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบ สามารถติดตามข้อมูลย้อนหลังและวางแผนการสั่งซื้อในครั้งถัดไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยบริหารจัดการพื้นที่จัดเก็บอุปกรณ์ให้เหมาะสมและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

ประโยชน์ต่อสังคมและ/หรือสิ่งแวดล้อม ประโยชน์เชิงปริมาณต่อธุรกิจ
  • ลดการใช้ทรัพยากรกระดาษ : สามารถยกเลิกการใช้กระดาษได้รวม 5,840 แผ่น
  • ลดพื้นที่จัดเก็บเอกสาร : ระบบดิจิทัลช่วยขจัดปัญหาพื้นที่ไม่เพียงพอสำหรับจัดเก็บรายงานกระดาษ
  • ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม : การลดการใช้กระดาษช่วยลดการตัดต้นไม้และกระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้มากกว่า 60 กิโลกรัม
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: ลดขั้นตอนการบันทึกรายงานด้วยมือและการสืบค้นข้อมูลย้อนหลัง
  • ลดระยะเวลาในการปฏิบัติงาน : การแจ้งเตือนแบบ Real-Time ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น
  • ลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อกระดาษและอุปกรณ์ : สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้จำนวน 6,000 บาท /ฝ่าย

หมายเหตุ: เป็นการรวบรวมผลการดำเนินงานของฝ่ายปฏิบัติการเขตการบิน ท่าอากาศยานภูเก็ต ซึ่งเป็นหน่วยงานนำร่อง และในอนาคตโครงการดังกล่าวจะถูกนำไปต่อยอดเป็นโครงการที่นำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานในเขต Airside ต่อไป

Automated Biometric Identification System: Biometric

          ในปี 2568 ทอท. ได้ดำเนินการพัฒนาและต่อยอดผลงานนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการลดโลกร้อน ผ่านการยกเลิกการใช้กระดาษ และเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือ ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลอัตโนมัติ (Automated Biometric Identification System: Biometric) 

          ทอท. ได้นำระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Automated Biometric Identification System: Biometric) ด้วยเทคโนโลยี Facial Recognition มาใช้ในการระบุตัวตนของผู้โดยสาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร และลดระยะเวลาการรอคิวตามจุดบริการ ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้สะดวกสบายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ยังเป็นการช่วยลดระยะเวลาในการรอคิวของแต่ละจุดบริการภายในท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. โดยในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เปิดใช้บริการสำหรับผู้โดยสารภายในประเทศ และวันที่ 1 ธันวาคม 2567 สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ 
        นอกจากนี้ ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลยังมีส่วนช่วยลดปริมาณกระดาษระหว่างขั้นตอนการลงทะเบียนขึ้นเครื่อง (Check-In) ของผู้โดยสารและสายการบิน โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถลดได้กว่า 70 ล้านแผ่นในปี 2568 จาก 6 ท่าอากาศยาน (ประมาณจากจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยระหว่างปี 2563 และ 2567 โดยกำหนดให้ผู้โดยสารหนึ่งคนใช้กระดาษ 1 แผ่น) 

          นอกจากนี้ การที่ ทอท.นำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยมาพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่อผู้โดยสาร ส่งผลให้คุณภาพการให้บริการของ ทอท.สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด เว็บไซต์ Skytrax ซึ่งเป็นเว็บไซต์จัดอันดับการให้บริการของสนามบินได้ประกาศสนามบินที่ดีที่สุดในโลก (World’s Best Airport) ประจำปี 2025 ได้จัดอันดับให้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ติดอันดับที่ 36 พร้อมกันนี้ ยังติดสนามบินที่ดีที่สุดในหมวดหมู่สนามบินที่สามารถรองรับผู้โดยสาร 60-70 ล้านคนต่อปี (Best Airports: 60 to 70 million passengers) ในอันดับที่ 4 ประจำปี 2026 อีกด้วย สำหรับ ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ติดอันดับ 7 ของสนามบินสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำที่ดีที่สุดในโลก (World’s Best Low-Cost Airline Terminals) ซึ่งผลการจัดอันดับดังกล่าวมาจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้เดินทางด้วยเครื่องบินทั่วโลกภายใต้การสำรวจที่ชื่อว่า World’s Airport Survey จัดทำโดยบริษัท Skytrax ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านการบินชั้นนำของประเทศอังกฤษที่มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์คุณภาพการให้บริการของสายการบินและสนามบินทั่วโลก

          ซึ่งการที่ ทสภ.และ ทดม.สามารถขยับอันดับขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ เป็นผลมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และคุณภาพการให้บริการ เพื่อยกระดับมาตรฐานท่าอากาศยานไทยให้เทียบเท่าสนามบินชั้นนำระดับโลกอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้โดยสาร และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

ที่มา : www.airportthai.co.th/

AOT Face Scan on Mobile

            ทอท.ได้นำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กร ภายใต้ M3 Digital Office โดยเป็นส่วนหนึ่งของระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรองค์กร (ERP-SAP) มาใช้สำหรับบริการทรัพยากรขององค์กร โดยมีการวางแผนให้มีการจัดการทรัพยากรภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด มีการเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก ทอท.          ในปีงบประมาณ 2567 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้พัฒนาระบบบริหารจัดการเวลาการปฏิบัติงานของพนักงานให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผ่านระบบ AOT FaceVerify ซึ่งเป็นระบบบันทึกเวลาเข้า – ออกงานด้วยเทคโนโลยีการสแกนใบหน้า โดยพนักงานสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนบุคคล ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดขั้นตอนในการลงเวลาปฏิบัติงาน
          ระบบดังกล่าวนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาใช้ในการตรวจสอบและยืนยันตัวตนผ่านการจดจำใบหน้าของผู้ใช้งาน ควบคู่กับการใช้อุปกรณ์ Bluetooth Low Energy (Beacon) เพื่อช่วยระบุตำแหน่งของผู้ใช้งานในขณะบันทึกเวลา ซึ่งช่วยเพิ่มความถูกต้อง โปร่งใส และความน่าเชื่อถือของข้อมูลการปฏิบัติงาน
          ทั้งนี้ ระบบ AOT FaceVerify ได้เริ่มเปิดใช้งานจริงตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.67 ณ สำนักงานใหญ่ ทอท. โดยในปีงบประมาณ 2568 ได้ขยายการใช้งานเพิ่มเติมไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง และมีแผนขยายการใช้งานให้ครอบคลุมครบทั้ง 6 ท่าอากาศยาน ภายในปีงบประมาณ 2569 เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ประโยชน์ต่อสังคมและ/หรือสิ่งแวดล้อม ประโยชน์เชิงปริมาณต่อธุรกิจ
  • ลดอุบัติเหตุทางรถยนต์ : จากการที่พนักงานจอดรถรอเพื่อสแกนหน้าลงเวลาในช่วงเวลาเร่งด่วน
  • ความพึงพอใจของพนักงานที่ได้ใช้งาน: 4.14/5 คะแนน
  • ลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์สแกนใบหน้าแบบถาวร :
    • ค่าหัวเครื่องเดิม 47,500 บาท (ทอท. ติดตั้งใช้งานประมาณ 100 หัวเครื่อง)
    • ค่าบำรุงรักษา ต่อเครื่อง ต่อปี ประมาณ 7,125 บาท
    • ค่าอุปกรณ์ Beacon เพื่อใช้ยืนยันตำแหน่ง ประมาณ 2,000 บาทต่อเครื่อง

การส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร เพื่อมุ่งสู่ยุคดิจิทัล

โครงการชุมชนนักพัฒนานวัตกรรม (Development Crew)

          โครงการ Development Crew เน้นการพัฒนาแนวคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็น ต้นแบบผลงานนวัตกรรม โดยผ่านการสนับสนุนด้านงบประมาณและเทคโนโลยีสารสนเทศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งคัดเลือกแนวคิดที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์องค์กรและสร้างคุณค่าให้กับ ทอท. โดยในปี 2567 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการพัฒนาผลงานนวัตกรรมตามกระบวนการพัฒนานวัตกรรมจากขั้นตอนการพัฒนา (Development) เพื่อนำไปสู่การใช้งานจริง (Implementation) จำนวน 3 โครงการ ได้แก่

  • โครงการ Pick and Pack (AOT iCheck) : แอปพลิเคชันสำหรับให้ผู้โดยสารใช้ตรวจสอบว่า สัมภาระสามารถนำติดตัวขึ้นอากาศยานได้หรือไม่ และเป็นฐานข้อมูลสำหรับเจ้าหน้าที่ตรวจค้น และเจ้าหน้าที่ ประชาสัมพันธ์ สำหรับช่วยเหลือผู้โดยสารเกี่ยวกับกระบวนการตรวจค้นสัมภาระ
  • โครงการ NOTIFLOW : ระบบรองรับการรายงานการปฏิบัติงานในพื้นที่เขตการบิน รวมถึงการสร้างรายงานและการแสดงผลการดำเนินงาน เพื่อพัฒนากระบวนการทำงานให้เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • โครงการ AOTDP (AOT Digital Platform : ระบบรองรับกระบวนการขออนุญาตการขึ้นทะเบียนการขอใช้ประโยชน์ของที่ดินราชพัสดุ

โครงการประกวดความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innolution)

          ทอท.ได้ดำเนินโครงการ ประกวดความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม (Innolution) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างการรับรู้และแรงจูงใจในการพัฒนานวัตกรรม รวมถึงต่อยอดแนวคิดสร้างสรรค์จากทั้งภายในองค์กรและผู้มีส่วนได้เสียภายนอก อีกทั้งยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมที่สามารถแก้ไขปัญหาการให้บริการท่าอากาศยานอย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ทอท. ในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการและสร้างคุณค่าให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
          ในปีงบประมาณ 2568 ฝ่ายกลยุทธ์นวัตกรรมได้จัดการประกวด Innolution โดยเปิดรับสมัครผลงานตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 มีผลงานส่งเข้าประกวดรวม 86 ผลงาน แบ่งเป็นผลงานจากพนักงานและลูกจ้าง ทอท. จำนวน 76 ผลงาน และจากผู้มีส่วนได้เสียภายนอกจำนวน 10 ผลงาน จากนั้นมีการคัดเลือกผลงานเข้าสู่รอบสุดท้าย (Final Round) เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ ห้อง Auditorium อาคาร Asia Aviation Academy รวม 18 ผลงาน ประกอบด้วยผลงานจากพนักงาน ทอท. 9 ผลงาน ผลงานจากผู้มีส่วนได้เสีย 8 ผลงาน และผลงานพิเศษ 1 ผลงาน ซึ่งสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและการสร้างสรรค์แนวคิดที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นนวัตกรรมเพื่อยกระดับการให้บริการท่าอากาศยานในอนาคต

โดยมีผลงานที่ได้รับรางวัล ดังนี้:

  • รางวัลชนะเลิศในประเภทผลิตภัณฑ์/บริการ ได้แก่ โครงการติดตั้งระบบช่วยป้องกันสัมภาระชนกันตรงจุดรวมหลังเครื่อง X-Ray
  • รางวัลชนะเลิศในประเภทกระบวนการทำงาน ได้แก่ โครงการ Docuforge ร่างให้นะ
  • รางวัลชนะเลิศในประเภทธุรกิจ/ภารกิจใหม่ ได้แก่ โครงการ ArtPort นำเสนอรูปแบบธุรกิจใหม่
  • ที่ผสาน “พื้นที่แสดงงานศิลป์” เข้ากับ “พื้นที่เชิงพาณิชย์”
  • รางวัลชนะเลิศในประเภทความยั่งยืน ได้แก่ โครงการ B-JPTS Wellness Airport

โครงการวันกิจกรรมนวัตกรรม (AOT Innovation Day)

            เป็นกิจกรรมแสดงผลการดำเนินงานและผลงานนวัตกรรมจากบุคลากรทั้งภายในและภายนอก ทอท.ประจำปีของ ทอท. รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องนวัตกรรม และการเสริมสร้างวัฒนธรรมด้านนวัตกรรมในระดับองค์กร ผ่านการสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม การยกย่องชมเชย และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านนวัตกรรมจากนวัตกรหรือวิทยากรภายนอก

โครงการออกแบบแนวคิดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม (Think Out Loud : Sustainable)

          เป็นโครงการที่ตอบสนองวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ขององค์กร (Strategic Objective) SO4 Lead Changes toward Sustainability ยุทธศาสตร์ที่ 2 การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาเพื่อมุ่งสู่การเป็นท่าอากาศยานอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบแนวความคิดสร้างสรรค์ด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมผ่านการพัฒนาทักษะความรู้ และการระดมความคิดในรูปแบบกิจกรรม Hackathon ซึ่ง ทอท.โดยฝ่ายกลยุทธ์นวัตกรรมและฝ่ายกลยุทธ์องค์กร ได้ดำเนินโครงการร่วมกับนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 30 คน ในการวิเคราะห์และพัฒนาแนวความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อการสร้างความยั่งยืนของ ทอท. โดยในปี 2568 มีผลการดำเนินงานคือแนวคิดนวัตกรรมจำนวน 5 แนวคิด ดังนี้

    1. Waste to Watt Bio-charge Station: แนวความคิดการนำขยะและเศษอาหารเหลือภายในท่าอากาศยานมาเปลี่ยนเป็นพลังงานชีวมวล และนำมาผลิตพลังงานไฟฟ้าสำหรับจุดชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งภายนอก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างการหมุนเวียนการใช้พลังงานจากขยะและเศษอาหาร

    2. AOT Wear the Change : แนวความคิดการแปรรูปขวดพลาสติกโพลีเอทิลีน เทเรฟทาเลต (PET) จากขยะภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มาเป็นเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ (Polyester) สำหรับประกอบการผลิตเสื้อผ้าหรือเครื่องแบบซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิตเครื่องแบบพนักงาน ทอท.

    3. From Waste to Value : แนวความคิดการนำของเสีย (Sludge) และตะกอนไขมันจากกระบวนการบำบัดน้ำเสียของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมาผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF) ผ่านความร่วมมือกับบริษัทภายนอก เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ ทอท. และตอบสนองต่อการเป็นท่าอากาศยานแห่งความยั่งยืน (Sustainable Airport)

    4. Eco Power Path : แนวความคิดการเปลี่ยนพลังงานกลเป็นพลังงานไฟฟ้า (Piezoelectric) ผ่านการติดตั้งแผ่นปูพื้น Pavegen Slab บริเวณพื้นที่ทางเดินผู้โดยสารภายในท่าอากาศยาน เพื่อเปลี่ยนแรงกดจากการเหยียบบนแผ่นปูพื้นเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ลดการพึ่งพาพลังงานคาร์บอน
    5. One Card for Everyone : แนวความคิดเชิญชวนให้ผู้โดยสารใช้บริการขนส่งสาธารณะผ่าน “AOT CARD” บัตรสะสมแต้มการลดปริมาณคาร์บอนจากการใช้บริการขนส่งสาธารณะ ที่รองรับระบบ E-Payment เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน SAWASDEE by AOT และสามารถใช้แต้มเพื่อแลกสิทธิพิเศษต่างๆ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของการเป็น Green Airport

บทเรียนที่ได้รับ

       จากการดำเนินโครงการที่ผ่านมาภายใต้แผนแม่บทนวัตกรรมของ ทอท. พบว่า ความท้าทายหลักอยู่ที่การประสานงานข้ามหน่วยงาน และการใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งในบางครั้งยังขาดความเชี่ยวชาญและการสนับสนุนที่เพียงพอ อีกทั้ง การสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับแนวคิดนวัตกรรมด้านความยั่งยืนยังต้องการการสื่อสารที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

การนำบทเรียนไปปรับใช้ในนโยบาย และกระบวนการดำเนินงาน

       ทอท. ได้นำบทเรียนจากการดำเนินงานที่ผ่านมามาปรับใช้ในการกำหนดนโยบายและกระบวนการทำงาน โดยในปีงบประมาณ 2568 ทอท. ได้จัดทำ “โครงการออกแบบแนวคิด นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม (Think Out Loud : Sustainable)” ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้

  • จัดให้มีการฝึกอบรมเพิ่มเติมสำหรับเจ้าหน้าที่ในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมทักษะการใช้เครื่องมือด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน
  • พัฒนากลไกการทำงานแบบบูรณาการข้ามหน่วยงานผ่านการสร้างแพลตฟอร์มการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความร่วมมือ
  • กำหนดขั้นตอนมาตรฐานการทำงานสำหรับโครงการด้านนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

       การปรับปรุงดังกล่าวจะช่วยให้การดำเนินโครงการด้านนวัตกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือข้ามหน่วยงาน และสามารถบรรลุเป้าหมายภายใต้แผนวิสาหกิจ SO4 Lead Changes Toward Sustainability ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาท่าอากาศยานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โครงการฝึกอบรมหลักสูตร AI Security for AI Innovation 2025

          นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร AI Security for AI Innovation 2025 (สำหรับผู้บริหารระดับสูง) ประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.ตฤณ ทวิธารานนท์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจบริการดิจิทัล ไปรษณีย์ไทย ดร.ธนกร หวังพิพัฒน์วงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายสารสนเทศและดิจิทัล บริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) คุณปิยธิดา ตันตระกูล ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เทรนด์ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด และคุณวุฒิไกร รัตนไมตรีเกียรติ ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ บริษัท เทรนด์ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด เป็นวิทยากรผู้ร่วมเสวนา เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของภัยคุกคามทางไซเบอร์ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงแนวโน้มภัยคุกคามใหม่ที่เกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้งานในกระบวนการภายในองค์กร อาทิ การโจมตีผ่านโมเดลเรียนรู้, การบิดเบือนข้อมูลฝึก, การสร้าง Deepfake รวมถึงการใช้ AI เป็นเครื่องมือในการเจาะระบบโดยอัตโนมัติ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจาก สนญ., ทสภ., ทดม., ทชม., ทชร., ทภก. และ ทหญ. เข้าร่วมโครงการโครงการฝึกอบรมฯ ในครั้งนี้มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมของผู้บริหารระดับสูงในการป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ AI เพื่อให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงไซเบอร์ในแต่ละมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและพันธมิตรทางธุรกิจว่าองค์กรให้ความสำคัญต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและระบบสารสนเทศอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเมื่อมีการนำ AI เข้ามาใช้ในระดับโครงสร้างพื้นฐานการเสริมสร้างความเข้าใจด้าน AI Security และ Cybersecurity Governance ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจท่าอากาศยานในภาพรวมของ ทอท. เมื่อวันที่ 30 ก.ค.68 ณ ห้องประชุม Auditorium สนญ.ทอท.
ข่าว : ฝ่ายกลยุทธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ทบทวนล่าสุด 27/02/2026