ที่มาและความสําคัญ
การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการท่าอากาศยานเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของ ทอท. และยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสาร โดยเฉพาะการนำ ระบบชีวมิติ (Biometric) ระบบท่าอากาศยานอัจฉริยะ (Smart Airport) และระบบบริการดิจิทัล (Digital Services) มาใช้เพื่อลดขั้นตอนการตรวจสอบ และลดระยะเวลาการรอคอย ณ จุดบริการผู้โดยสารและจุดตรวจค้นสัมภาระ นอกจากนี้ การปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมยังช่วยรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน และเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรในฐานะผู้นำด้านการให้บริการท่าอากาศยานที่ทันสมัย
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในเทคโนโลยีต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่า ความสอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริง และความสามารถในการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียทรัพยากรโดยไม่เกิดประโยชน์ การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลควบคู่กับการเสริมทักษะของบุคลากร และการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการวางแผนบริการ จะช่วยให้ ทอท. สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว
ผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ
การดำเนินธุรกิจของ ทอท. ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการท่าอากาศยานอย่างเหมาะสม ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและคุณภาพการให้บริการ โดยเฉพาะการใช้ระบบบริการผู้โดยสารขึ้นเครื่อง (Common Use Passenger Processing System) กระบวนการของผู้โดยสารตั้งแต่เดินทางถึงท่าอากาศยานจนถึงขึ้นเครื่องบิน ระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automated Border Control: ABC) ระบบตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่อง (Baggage Reconciliation System: BRS) รวมถึงระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Automated Biometric Identification System: Biometric) ซึ่งช่วยลดระยะเวลาของกระบวนการผู้โดยสาร เช่น การตรวจสอบเอกสารสำคัญสำหรับเข้า–ออกเมือง เพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการจัดการสัมภาระผู้โดยสาร และลดเวลารอคิวในจุดบริการต่าง ๆ ส่งผลให้ผู้โดยสารได้รับประสบการณ์ที่สะดวกและรวดเร็ว
ทอท. ได้ลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมโดยยึดหลักความคุ้มค่า และความสามารถในการใช้งาน เพื่อการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และรองรับการใช้งานได้ต่อเนื่องในระยะยาว ควบคู่กับการเสริมทักษะบุคลากรด้านดิจิทัล (Digital Literacy) และการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการวางแผนและออกแบบกระบวนการให้บริการ (Data Analytics) ซึ่งช่วยให้ ทอท. สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้โดยสารได้อย่างตรงจุด สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว และดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
ความท้าทายและโอกาส
การลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมีความเสี่ยงด้านต้นทุนที่สูงจากการติดตั้งระบบอัตโนมัติและการบูรณาการเทคโนโลยี รวมถึงความซับซ้อนในการใช้งานจริง ซึ่งต้องอาศัยการปรับตัวของบุคลากร เพื่อให้มีความพร้อมในการปรับใช้และการบำรุงรักษาระบบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบริหารจัดการความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างเข้มงวด หากขาดการวางแผนที่รอบคอบ ความเสี่ยงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความคุ้มค่าของการลงทุนและประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวม อย่างไรก็ตาม การลงทุนในนวัตกรรมยังถือเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสารให้มีความสะดวก รวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น การใช้ระบบติดตามและตรวจนับความหนาแน่นผู้โดยสาร (Real Time Passenger Tracking) ระบบการจัดการข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจร่วมกันของผู้มีส่วนได้เสียในท่าอากาศยาน (Airport Collaborative Decision Making: A-CDM) ระบบช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automated Border Control : ABC) การประยุกต์เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อคาดการณ์ความต้องการของผู้โดยสาร สายการบิน และผู้ใช้บริการ ตลอดจนการแจ้งเตือนข้อมูลเที่ยวบินแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งล้วนช่วยเสริมภาพลักษณ์ความเป็นองค์กรที่ทันสมัยและตอบสนองความคาดหวังของผู้โดยสารยุคใหม่ อีกทั้งยังช่วยพัฒนาระบบงานภายใน ส่งเสริมวัฒนธรรมและแนวคิดด้านนวัตกรรมให้แก่บุคลากรเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรม ดังนั้น การบริหารเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมโดยคำนึงถึงความเสี่ยงควบคู่กับการใช้ข้อมูลเชิงลึกจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสที่ยั่งยืน และทำให้ ทอท. ก้าวสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการบินแห่งอนาคต
นโยบาย
ทอท. ต่อยอดกรอบการดำเนินงานด้านนวัตกรรมจากนโยบายที่มีการจัดทำเพื่อส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรมในปี 2566 รวมถึงการทบทวนนโยบายฯ สำหรับใช้เป็นกรอบการดำเนินงานด้านนวัตกรรมในปีงบประมาณ 2568 โดยพิจารณามุ่งเน้นตามหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ (SE-AM) ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เพื่อความครอบคลุมในทุกมิติ โดยคณะกรรมการ ทอท. อนุมัตินโยบายการส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรมของ ทอท. และประธานคณะกรรมการ ทอท. ได้ลงนามนโยบายฯ เพื่อเป็นการแสดงความมุ่งมั่นที่จะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล เพื่อสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
-
- ผลักดันให้บุคลากรมีทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมในองค์กร โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญนวัตกรรม (Innovation Themes) ของ ทอท. ตามที่กำหนดในแผนแม่บทนวัตกรรมของ ทอท. ปีงบประมาณ 2566-2570 ฉบับทบทวน
- กำหนดให้ส่วนงานทุกส่วนมีความรับผิดชอบในการร่วมขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมของ ทอท.
- สนับสนุนการนำองค์ความรู้และการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) วิทยาการ งานวิจัย และเทคโลยีดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนานวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาและยกระดับการให้บริการ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของ ทอท.
- ส่งเสริมการประยุกต์ใช้นวัตกรรมในการดำเนินงาน และพัฒนาท่าอากาศยานของ ทอท. รวมทั้งนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และสังคม
- พัฒนาระบบบริหารจัดการนวัตกรรม (Innovation Management: IM) ที่ส่งเสริมการดำเนินงาน การติดตาม ประเมิน และรายงานผลการดำเนินงาน
- เสริมสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมในองค์กร
- สนับสนุนโครงการนวัตกรรม โดยการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรที่จำเป็น อย่างเพียงพอและเหมาะสม
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
นโยบายการส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรมของ ทอท.
แนวทางการจัดการ
ทอท. ได้ผนวกรวมนวัตกรรมอยู่ในค่านิยม (Core Value) ที่ ทอท. ยึดมั่นปฏิบัติ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีความมุ่งมั่นใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่ท่าอากาศยานที่ชาญฉลาดที่สุด พร้อมทั้งสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อมุ่งสู่การเป็น
ท่าอากาศยานที่ดีระดับโลก สร้างโอกาสใหม่ให้เกิดรายได้อย่างสมดุล และส่งมอบคุณค่ากับเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน โดย ทอท. ได้จัดทำแผนแม่บทด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับแผนวิสาหกิจของ ทอท. โดยมีสายงานเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก
- แผนแม่บทนวัตกรรมของ ทอท. ปีงบประมาณ 2566 – 2570 ฉบับทบทวน
- แผนแม่บททรัพยากรบุคคล ทอท. (2566 – 2570) ฉบับทบทวน
- ยุทธศาสตร์การจัดการความรู้ ทอท. (2566 – 2570)
- แผนปฏิบัติการดิจิทัลของ ทอท. ประจำปีงบประมาณ 2567 – 2570 ฉบับทบทวน (ประจำปีงบประมาณ 2568)
แผนวิสาหกิจของ ทอท. ปีงบประมาณ 2566 – 2570 ฉบับทบทวน (ปีงบประมาณ 2568)
ทอท. กำหนดยุทธศาสตร์ที่ 5: พัฒนากระบวนการและคุณภาพการให้บริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความพึงพอใจของผู้โดยสารและผู้มีส่วนได้เสีย กลยุทธ์ที่ 5.2 ขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการ และยุทธศาสตร์ที่ 7 พัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการองค์กร กลยุทธ์ที่ 7.2 พัฒนากระบวนการการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมุ่งสู่การเป็น Digital Transformation ที่มุ่งเน้นการยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการ ผ่านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการบริหารจัดการบุคลากร กระบวนการทำงานและเครื่องมือสนับสนุน ให้มีความพร้อมสามารถรองรับการดำเนินงานของธุรกิจหลักและธุรกิจใหม่ในอนาคต (Enhance Organization Capability) โดยมีการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงานในด้านที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดังนี้
| ตัวชี้วัด | ผลการดำเนินงาน 2568 | เป้าหมาย | ||
|---|---|---|---|---|
| 2568 | 2569 | 2570 | ||
| กลยุทธ์ 5.2 ขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการ | ||||
| 1. ร้อยละของจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการเทคโนโลยีติดตั้ง (ร้อยละ) | ||||
| 1.1 ระบบเช็คอินด้วยตัวเองอัตโนมัติ (Common Use Self Service: CUSS) | ||||
| - ทสภ. | 25.96 | ≥25 | ≥25 | ≥25 |
| - ทดม. | 20.70 | 20 | 22 | ≥25 |
| - ทชม. | 14.68 | 20 | 22 | ≥25 |
| 1.2 ระบบรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ (Common Use Bag Drop (CUBD) | ||||
| - ทสภ. | 17.46 | 17 | 22 | ≥25 |
| กลยุทธ์ 7.2 พัฒนากระบวนการการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมุ่งสู่การเป็น Digital Transformation | ||||
| 1. ระดับความสำเร็จในการดำเนินการตามแผนพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล (AOT Digital Roadmap) (ร้อยละ) | นำมาเป็นแผนปฏิบัติการปี 68 | 100 | 100 | 100 |
| 2. ระดับความสำเร็จในการดำเนินการตามแผนแม่บทนวัตกรรม ของ ทอท.(ร้อยละ) | นำมาเป็นแผนปฏิบัติการปี 68 | 100 | 100 | 100 |
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
แผนวิสาหกิจของ ทอท. ปีงบประมาณ 2566 – 2570 ฉบับทบทวน (ปีงบประมาณ 2567)
แผนแม่บทนวัตกรรมของ ทอท. ปีงบประมาณ 2566-2570 ฉบับทบทวน (ปีงบประมาณ 2567)
ทอท. เล็งเห็นโอกาสในการใช้นวัตกรรมเพื่อเป็นการขับเคลื่อนองค์กรในอนาคต โดยได้ดำเนินการวางแผนด้วยภาพอนาคต (Scenario Planning) ผ่านความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีความแตกต่างกัน เพื่อกำหนดประเด็นสำคัญด้านนวัตกรรม (Innovation Theme) เช่น ธุรกิจใหม่ที่เป็นไปได้ การพัฒนานวัตกรรมในบางกระบวนการเพื่อเพิ่มความพึงพอใจ เป็นต้น และนำภาพอนาคตมาพิจารณาถึงความพร้อมของ ทอท. ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการออกแบบระบบนวัตกรรมองค์กร (Corporate Innovation System) ที่เหมาะสม
การศึกษาฉากทัศน์ในอนาคต
ทอท. ใช้เครื่องมือการคาดการณ์อนาคต (Foresight) ภายใต้กรอบ STEEP (Social Technology Economic Environment Politic) ที่ประกอบไปด้วย 5 มิติ เพื่อจัดลำดับความสำคัญและการกำหนดประเด็นสำคัญ (Theme) ด้านนวัตกรรทมที่สอดคล้องกับแนวโน้มและความเสี่ยงหรือโอกาสในอนาคตต่อไป
การพัฒนานวัตกรรมตามกรอบการประเมินของรัฐวิสาหกิจ
การพัฒนาการกำกับดูแลและการบริหารจัดการนวัตกรรมขององค์กรจะต้องทำควบคู่ไปกับการวัดผลของการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ตามระบบประเมินผลรัฐวิสาหกิจ State Enterprise Assessment Model: SE-AM ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง โดยได้ให้ความสำคัญกับการมององค์รวมของระบบนวัตกรรมไว้ 7 มิติ ได้แก่
-
- การนำองค์กรสู่การจัดการนวัตกรรมที่ยั่งยืน
- ยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรม
- นวัตกรรมเพื่อมุ่งเน้นลูกค้าและตลาด
- ความรู้สู่การสร้างนวัตกรรม
- วัฒนธรรมเพื่อมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรม
- กระบวนการนวัตกรรม
- ผลลัพธ์ด้านนวัตกรรม
ผลการวิเคราะห์ระดับความพร้อมในการจัดการนวัตกรรมของ ทอท. สามารถระบุประเด็นในการพัฒนา รวมไปถึงโอกาสและช่องว่างในการพัฒนาความพร้อมในการพัฒนาของ ทอท. ได้ โดยรายละเอียดนั้นสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากแผนแม่บทนวัตกรรมของ ทอท. ปีงบประมาณ 2566-2570 ฉบับทบทวน (ปีงบประมาณ 2567) ในส่วนของการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีนั้น ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่มีส่วนช่วยในการสนับสนุนการดำเนินงานอื่นๆ ขององค์กร เมื่อในปัจจุบันโลกของเรานั้นได้เข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ทอท. จึงได้มีการวางแผนแม่บทนวัตกรรมของ ทอท. ปีงบประมาณ 2566-2570 ฉบับทบทวน (ปีงบประมาณ 2567) ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับแผนแม่บทอื่นๆ ของ ทอท. เพื่อเป็นการแสดงความเชื่อมโยงของการวางแผนในการดำเนินงาน และเชื่อมั่นได้ว่าการดำเนินงานทุกด้านของ ทอท. นั้นมีการส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกัน
การขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลของ ทอท.
ทอท. กำหนดให้มีการส่งเสริมปัจจัยทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและด้านนวัตกรรมควบคู่กัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานในการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดการสร้างนวัตกรรมอย่างเป็นระบบคือ “ระบบนวัตกรรมองค์กร (Corporative Innovation System)” ที่เอื้อต่อวัฒนธรรมสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรม (Innovative Culture) ซึ่งหมายถึงการมีเวทีให้บุคลากรทั้งภายในและภายนอกได้แสดงแนวคิดที่แตกต่างและกล้าคิดกล้าทำสิ่งใหม่อย่างสร้างสรรค์และสอดคล้องกับเป้าหมายของ ทอท. ดังนี้ จึงมีการกำหนดนโยบาย แผนการดำเนินงาน และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องและส่งเสริมการคิดค้นด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ดังนี้
ด้วยกรอบการบริหารจัดการและการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมของ ทอท. ได้วางแนวทางการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่องค์กรนวัตกรรม (Innovative Organization) และองค์กรดิจิทัล (Digital Organization) ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนข้อมูลผ่านระบบฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพในทุกหน่วยงานและระดับของการดำเนินธุรกิจ ด้วยการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเข้ากับการดำเนินธุรกิจท่าอากาศยานของ ทอท. ที่ช่วยเสริมคุณค่าผ่านการให้บริการที่มีความครอบคลุมในประเด็นต่างๆ เช่น ความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย (Airport Safety and Security) ประสบการณ์ของลูกค้าผ่านการใช้บริการท่าอากาศยาน (Customer-Experience) การยกระดับคุณภาพท่าอากาศยานของ ทอท. ต่อการเปลี่ยนแปลงตามแนวโน้มสากล เป็นต้น อีกทั้ง การดำเนินการทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือที่สามารถปลดล็อคศักยภาพ (Enablers) ขององค์กรและทำให้องค์กรสามารถค้นหาโอกาสและโมเดลทางธุรกิจกิจใหม่ๆ
อย่างไรก็ดี ความท้าทายขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ความรู้ความเข้าใจและการปรับตัวของบุคลากรและแนวปฏิบัติดั้งเดิมขององค์กรถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ดังนั้น องค์กรจำเป็นต้องมีการปรับบุคลากรและกระบวนการต่างๆ ให้เท่าทันเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ หรือ การเลือกใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีความเหมาะสมกับบริบทของ ทอท. (Equalization) ในระยะแรกก่อน เพื่อให้การดำเนินงานตามแผนมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ ทอท. ได้มีการติดตามความคืบหน้าของการบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมของส่วนงานภายใน ผ่านตัวชี้วัดระดับยุทธศาสตร์ตามแผนแม่บทนวัตกรรมฯ และแผนปฏิบัติการดิจิทัลฯ อีกทั้ง ทอท. มีการรายงานผลต่อผู้บริหารระดับสูงเพื่อทบทวนและกำหนดมาตรการส่งเสริมความสำเร็จตามเป้าหมายเพิ่มเติมเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง
การขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าและโอกาสทางธุรกิจใหม่ของ ทอท.
ทอท. ได้จัดทำ คู่มือการบริหารจัดการนวัตกรรมของ ทอท. ที่ได้รวบรวมความรู้ล่าสุดเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) และการจัดการนวัตกรรม (Innovation Management) เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในแก่พนักงาน ทอท. ซึ่งเนื้อหาครอบคลุมเรื่องรูปแบบและระดับของนวัตกรรม กระบวนการรวบรวมความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรมนวัตกรรม (Innovation Culture) และ วางนโยบายที่ช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านองค์กรมุ่งสู่องค์กรนวัตกรรมด้วยนโยบายการส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรมที่ให้ความสำคัญกับการจัดการนวัตกรรมทั้งในการบริการ กระบวนการทำงาน รูปแบบธุรกิจ/ภารกิจใหม่ทุกระดับภายในองค์กร ดังนั้น ทอท. จึงมุ่งมั่นส่งเสริมให้บุคลากรใช้ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรมทั้งองค์กร ผ่านการกำหนดนโยบายการส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการนวัตกรรม ซึ่งมี 8 องค์ประกอบ ดังนี้
เพื่อการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่องค์กรนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ (ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาการดำเนินงานด้านกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบิน มุ่งเน้นนวัตกรรมธุรกิจใหม่ที่ไม่ใช่ธุรกิจการบิน (Non-Aero: Business Model Innovation) ในกลยุทธ์ที่ 4.2 ที่กล่าวถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ด้วยสินทรัพย์ของ ทอท.) อาทิ พัฒนาแนวคิดรูปแบบโมเดลธุรกิจใหม่ โดยการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ด้วยสินทรัพย์ของ ทอท. ยังถือเป็นประเด็นการพัฒนานวัตกรรมที่ ทอท. ให้ความสำคัญ ซึ่ง ทอท. ได้กำหนดกรอบการดำเนินการทางด้านการพัฒนานวัตกรรมในระดับปฏิบัติการภายใต้การบริหารจัดการโครงการนวัตกรรม ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การออกแบบแนวคิด (Idea) การทดลอง (Proof of Concept) การทดสอบต้นแบบ (Prototype Evaluation) การพัฒนา (Development) การนำไปใช้ (Implementation) และการประเมินและติดตามผล (Assessment)
ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาแนวคิดรูปแบบโมเดลธุรกิจใหม่และการสร้างโอกาสการธุรกิจใหม่ด้วยสินทรัพย์ จึงถือเป็นประเด็นการพัฒนานวัตกรรมของทอท. ผ่านการกำหนดกรอบการดำเนินการด้านการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งประกอบด้วย 5 กระบวนการ ได้แก่
ระยะที่ 1 กระบวนการนำเข้าความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม (Idea Collection)
ระยะที่ 2 กระบวนการพัฒนาและทดสอบต้นแบบนวัตกรรม (Prototype &Test)
ระยะที่ 3 กระบวนการพัฒนานวัตกรรม (Development)
ระยะที่ 4 การนำไปใช้และประเมินผลลัพธ์นวัตกรรม (Implementation and Assessment) และ
ระยะที่ 5 กระบวนการพัฒนาต่อยอด (Value Creation Process)
การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology)
ทอท. ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานขององค์กรเพื่อมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่องค์กรดิจิทัล (Digital Transformation) ที่มีความสอดคล้องกับบริบทของ ทอท. ที่สามารถช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่มีประสิทธิภาพรวมถึงคุณภาพที่สามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในภาพรวมได้อย่างรอบด้าน
นอกจากนี้ทิศทางการดำเนินงานยังรวมไปถึงการรองรับแนวโน้มในระดับประเทศและระดับสากล พร้อมกันกับการปรับใช้และการบูรณาการร่วมกับการดำเนินงานของ ทอท. มีการปรับเปลี่ยนองค์กรในองค์รวม เพื่อพัฒนาสมรรถภาพองค์กรให้มีความทันสมัย มีขีดความสามารถการแข่งขัน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จนี้ ดังนั้น ทอท. ต้องมีการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยน 3 ปัจจัยหลัก ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านองค์กร ได้แก่
นอกจากนี้ กลยุทธ์ในการยกระดับองค์กรตามกรอบการดำเนินงานของ ทอท. ตามแผนปฏิบัติการดิจิทัล ปีงบประมาณ 2567 – 2570 ได้ระบุประเด็นที่มีความสอดคล้องในการช่วย ทอท. เปลี่ยนผ่านองค์กร โดยมีความครอบคลุมในประเด็น 4 ประเด็น ดังนี้
ในการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่องค์กรดิจิทัล ทอท. ได้วางแนวทางโดยอ้างอิงจากทั้ง 4 กลยุทธ์ข้างต้น เพื่อกำหนดกรอบแผนการดำเนินงานดิจิทัล โดยเป้าหมาย Smartest Airport Operation ตาม AOT Digital Roadmap 2024 – 2027 ที่มีการนำกลยุทธ์ทั้ง 4 ด้าน มาเป็นรากฐานในการพัฒนาองค์กรตามประเด็นที่มีวางแผน
ในการบูรณาการร่วมระหว่างการดำเนินงานที่มีอยู่เดิมและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ของ ทอท. มีการดำเนินการผ่านความคาดหวังและความต้องการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ ทอท. เช่น การสนับสนุนการดำเนินงานด้านความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย (Safety & Security) ด้านการกำกับดูแลกิจการของคณะกรรมการ (Corporate Governance/Corporate Affairs) ด้านสิ่งแวดล้อม (Green Airport) ด้านการบริหารและการพัฒนาทุนมนุษย์ขององค์กร (Human Resource Development/Human Resource Management) เป็นต้น ซึ่งจะอยู่ในกรอบตามกลยุทธ์และแผน ทั้งนี้ เพื่อให้เครื่องมือทางเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทอท. ได้แบ่งระดับแผนงานออกเป็น 4 ส่วนสำคัญ คือ Digital Application (M1) Digital Operation (M2) Digital Office (M3) และ Digital Cargo (M4) ซึ่งทั้ง 4 องค์ประกอบถือเป็นองค์ประกอบหลักในการยกระดับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับทุก ๆ ส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจ
Digital Application (M1)
ทอท. พัฒนาแอปพลิเคชัน “Sawasdee by AOT” เพื่อเป็นเครื่องมือเชื่อมต่อกับบริการของท่าอากาศยาน ที่ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เช่น ข้อมูลเที่ยวบิน ประตูขึ้นเครื่องบิน แผนที่ท่าอากาศยาน จุดรับสัมภาระ รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก และบริการต่าง ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แอปพลิเคชันยังนำข้อมูลเชิงพฤติกรรมของผู้โดยสารมาวิเคราะห์เพื่อมอบ ประสบการณ์การใช้งานที่ตรงตามความต้องการของแต่ละบุคคล (Information-driven user experiences) พร้อมทั้งช่วย ส่งเสริมธุรกิจท้องถิ่น ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่อีกด้วย
A Life Airport
AOT Digital Airport
ทอท.กําหนดทิศทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออํานวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารภายในท่าอากาศยานภายใต้แนวคิด “สนามบินมีชีวิต” โดยเปิดตัวแอปพลิเคชันท่าอากาศยาน ทอท. (AOT Airports Application) ซึ่งได้รับการปรับโฉมใหม่เป็นชื่อ SAWASDEE by AOT ในปี 2564 ที่มอบประสบการณ์การใช้ท่าอากาศยานที่น่าดึงดูดและสะดวกสบายแก่ลูกค้า พร้อมส่งเสริมธุรกิจของผู้ประกอบการภายในท่าอากาศยานให้ก้าวไปสู่ Digital Airport ภายในแอปพลิเคชันประกอบด้วยฟังก์ชันต่าง ๆ ดังนี้
Digital Operation (M2)
การให้บริการผู้โดยสารด้วยคุณภาพถือเป็นสิ่งที่ ทอท. ให้ความสำคัญอย่างมาก ทำให้การพัฒนาและยกระดับการให้บริการผู้โดยสาร (Enhance Passenger Experience) เป็นสิ่งที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเพิ่มคุณค่าการให้บริการผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและการสื่อสาร ทอท. วางระบบบริการผู้โดยสารขึ้นเครื่อง (Common Use Passenger Processing System: CUPPS) เพื่อลดขั้นตอน เพื่มความสะดวกสบายและรวดเร็วให้กับผู้โดยสาร
Digital Office (M3)
ทอท. ตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของการปรับตัวเข้ากับยุคแห่งเทคโนโลยีดิจิทัล โดยได้นำเครื่องมือดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจใน 6 ท่าอากาศยาน ช่วยให้พนักงานของ ทอท. ปฏิบัติงานประจำวันได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถกำหนดแนวทางการทำงานที่มุ่งสู่องค์กรดิจิทัล ผ่านการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาและเชื่อมต่อ (Integration) อย่างเป็นระบบ รวมถึงเสริมศักยภาพให้พนักงานสามารถทำงานได้ทุกที่ (Anywhere) และทุกเวลา (Anytime) ประกอบไปด้วย เว็บไซต์ส่วนบุคคล เว็บไซต์ส่วนงาน ระบบจัดเก็บข้อมูลองค์กร สมุดโทรศัพท์ ระบบปฏิบัติการเฉพาะสำหรับผู้ปฏิบัติงานต่างๆ เป็นต้น
ตัวอย่างระบบดิจิทัลที่โดดเด่น
– ระบบการขอใช้รถส่วนกลาง: ช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความถูกต้อง ลดการใช้กระดาษจากแบบฟอร์ม และลดความเสี่ยงจากการสูญหายของเอกสาร
– ระบบการจองห้องประชุม/ห้องฝึกอบรม: อำนวยความสะดวกให้บุคลากรสามารถจองห้องได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ง่าย
ซึ่งระบบต่างๆ นี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ช่วยในการใช้ทรัพยากร เสริมสร้างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly) และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย โปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร
Digital Cargo (M4)
ทอท. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาการขนส่งสินค้าที่มีความรวดเร็วและลดความแออัดของการจราจรภายในพื้นที่เขตปลอดอากร จึงได้พัฒนา ระบบบริหารจัดการเขตปลอดอากรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Cargo – M4) ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ด้าน Smart Services
โครงการแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่
- ระยะที่ 1: Smart Access – เน้นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาติดต่อผ่านระบบดิจิทัล โดยสามารถลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre-Smart) ผ่านเว็บไซต์ และรับบัตรผ่านพื้นที่ได้ด้วยตนเองผ่าน Self-Service Kiosk
- ระยะที่ 2: Smart Cargo – เป็นการบูรณาการข้อมูลสำหรับการจัดการตารางเวลาการรับ–ส่งสินค้า (Slot Management) ผ่านระบบย่อย ได้แก่
- FEMS (Freezone Entry Management System): ระบบบริหารจัดการการเข้า-ออกพื้นที่เขตปลอดอากร
- FDMS (Freezone Data Management system): ระบบติดตามและตรวจสอบความเคลื่อนไหวของสินค้าในเขตปลอดอากร ทสภ.
ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวช่วยลดความแออัด (Congestion Reduction) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพื้นที่ และรองรับการขยายตัวของการขนส่งทางอากาศของประเทศไทยในอนาคต
นวัตกรรม (Innovation)
การขับเคลื่อนองค์กรด้วยกลไกนวัตกรรมตามกรอบการดำเนินงานภายใต้แผนแม่บทด้านนวัตกรรม (Innovation Master Plan) ของ ทอท. 2566 – 2570 ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ด้านการขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรม (Strategic Innovation Roadmap) และยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรม (Innovation Strategy) ซึ่งการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเปลี่ยนผ่านนั้นจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรที่มีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านองค์กรควบคู่ไปด้วยกัน ดังนั้นการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์จึงได้ให้ความสำคัญและมุ่งเน้นไปที่การวางรากฐานไปที่บุคคลากรของ ทอท. ด้วยการบ่มเพาะกระบวนการและกลไกนวัตกรรมซึ่งจะเป็นการพัฒนาทักษะของบุคคลากรที่เป็นทรัพยากรขององค์กร ที่ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ ทอท. สามารถปฏิบัติงานตามยุทธ์ศาสตร์ด้านนวัตกกรรมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ องค์กรนวัตกรรม (Innovation Organization) นวัตกรรมบริการ (Service Innovation) นวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovation) และการพัฒนานวัตกรรมด้วยข้อมูล (Data Driven Innovation) ได้สำเร็จตามเป้าหมาย รวมไปถึงการนำสิ่งที่ได้จากการพัฒนาและเปลี่ยนผ่านองค์กรด้านนวัตกรรมมาช่วยผลักดันการดำเนินธุรกิจเพื่อการเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืนด้วยแนวคิดการสร้างนวัตกรรม สู่ Net Zero ทอท. ไร้คาร์บอน
การจัดการความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม
นอกจากนี้การดำเนินธุรกิจท่าอากาศยานที่มีการปรับใช้การบูรณาการร่วมของเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ทอท. ได้ตระหนักถึงการวิเคราะห์ความเสี่ยงในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินงานร่วม เพื่อลดความเสี่ยง เพื่อผลลัพธ์จากการดำเนินงานด้วยประสิทธิภาพที่ดีได้มาตรฐาน ดังนั้น ทอท. ได้มีการประเมินความเสี่ยงจากการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม โดยมีประเด็นความเสี่ยง เช่น ความปลอดภัยของมูลในรูปแบบดิจิทัล การดำเนินงานที่สอดคล้องกับด้านกฎระเบียบและมาตรฐาน ประสิทธิภาพด้านการรักษาความปลอดภัยเครือข่าย ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ ความรู้ความสามารถของบุคลากรที่ไม่ตอบรับกับการเปลี่ยนผ่าน ความเสี่ยงที่เกิดจากผู้รับบริการ/ผู้ใช้งานมีความต้องการและความคาดหวังที่เปลี่ยนไป ความเสี่ยงจากการที่นวัตกรรมอาจนำการดำเนินการไปสู่ความคลุมเครือของการตีความกฎระเบียบและมาตรฐานที่ต้องปฏิบัติ (Compliance) หรืออาจจะนำไปสู่กิจกรรมที่มาตรฐานและกฎระเบียบยังไม่พัฒนาไปถึงและอาจส่งผลกระทบต่อองค์กรได้ เป็นต้น ดังนั้น ทอท. จึงมีการจัดการความเสี่ยงในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ตามขั้นตอนจัดการความเสี่ยง ได้แก่ การระบุความเสี่ยง (Risk Identification) การวิเคราะห์ความเสี่ยงและการจัดลำดับความเสี่ยง (Risk Analysis/ Prioritization) การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) และการจัดการความเสี่ยงด้วยการหาแนวทางในการลดความรุนแรงหรือแนวทางในการป้องกันความเสี่ยง (Risk Mitigation & Risk Prevention)
การดำเนินงาน
การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology)
แอปพลิเคชัน Sawasdee by AOT
ในปี 2568 ที่ผ่านมานั้น ผู้เข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Sawasdee by AOT มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนอกจากจะแสดงถึงความสำเร็จของการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมและผู้ใช้งานนั้น การเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงบริการของ ทอท. ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และการดำเนินธุรกิจของ ทอท. โดยในปี 2568 รายได้จากช่องทางออนไลน์นั้นเท่ากับ 6,625,076.09 บาท (แอปพลิเคชัน Sawasdee by AOT และเว็บไซต์ของ ทอท. ) ซึ่งเกินจากเป้าหมาย 2,400,000 บาท ของ ทอท. รวมถึงมีผู้ใช้งานเข้าถึงแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ของ ทอท. ครั้งตามลำดับ ยิ่งเป็นการยืนยันว่าการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของ ทอท. นั้นตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานและผู้มีส่วนได้เสียอย่างมาก
เทคโนโลยีดิจิทัล : แพลตฟอร์มบูรณาการของคลังสินค้าดิจิทัล
ตามแผนโครงการคลังสินค้าดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานการขนส่ง เป็นแพลตฟอร์มกลางของ ทอท. ที่เชื่อมโยงและบูรณาการการทำงานระหว่างระบบต่างๆ ของ ทอท. และผู้มีส่วนได้เสีย โดย ทอท. ได้พัฒนาโมดูล (Module) ที่ช่วยลดความซ้ำซ้อนของการทำงานในระบบการขนส่งสินค้าทางอากาศของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และยังช่วยแก้ปัญหาความแออัด ลดระยะเวลาการดำเนินการ และเพิ่มขีดความสามารถการบริหารจัดการสินค้าและรถรับส่งสินค้า รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการรองรับสินค้าในพื้นที่เขตปลอดอากร ซึ่ง ทอท. ได้ติดตามประสิทธิผลของการดำเนินงาน ออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 Smart Access และระยะที่ 2 Smart Cargo
ระยะที่ 1 Smart Access แล้วเสร็จในการ ทอท. ได้ติดตั้งตู้ KIOSK สำหรับทำบัตรบุคคลเข้าพื้นที่ ช่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกบัตรเข้าพื้นที่สำหรับผู้ใช้บริการรายวัน โดยผู้ใช้บริการสามารถทำบัตรผ่านตู้ KIOSK ได้ทันที โดยใช้เพียงบัตรประชาชน และสำเนาเอกสาร สำหรับในการเข้ามานำมารับส่งสินค้า ก็สามารถทำบัตรได้ผ่านตู้ KIOSK ทันที
ระยะที่ 2 ระบบ Smart Cargoเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้ารับสินค้าในพื้นที่เขตปลอดอากรจากระบบอนาล๊อค (Analog) เป็นระบบดิจิทัล (Digital) ผู้ใช้บริการสามารถทำการ booking ผ่าน application AOT EZ Cargo ล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ประกอบการคลังสินค้า TG/BFS ได้จัดเตรียมสินค้าให้เรียบร้อยก่อนที่รถบรรทุกจะเข้ามารับและส่งสินค้า โดยระบบดังกล่าวจะช่วยลดความแออัดบริเวณพื้นที่หน้าคลังสินค้า ผ่านการจัดคิวรถบรรทุก Truck Queuing และช่วยลดระยะเวลาในการเข้ารับ-ส่งสินค้า รวมทั้งลดต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ในภาพรวมของผู้ใช้บริการ ซึ่งหลังจากเปิดใช้ระบบดังกล่าว พบว่า ระยะเวลาในการเข้ารับส่งสินค้าของผู้ใช้บริการลดลงถึงร้อยละ 47.95
ระบบบริการผู้โดยสารขึ้นเครื่อง (Common Use Passenger Processing System: CUPPS)
ทอท. ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนกระบวนการให้บริการผู้โดยสารในขั้นตอนการขึ้นเครื่องด้วยตนเอง ตั้งแต่ขั้นตอนการ เช็คอินไปจนถึงทางออกขึ้นเครื่องเพื่อให้กระบวนการให้บริการผู้โดยสารขึ้นเครื่องเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และ ตอบสนองความพึงพอใจในการใช้บริการท่าอากาศยานของผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งประกอบด้วย 6 ระบบ ดังนี้
- ระบบตรวจบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง (Common Use Terminal Equipment: CUTE)
- ระบบเช็คอินด้วยตนเองอัตโนมัติ (Common Use Self Service: CUSS)
- ระบบรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ (Common Use Bag Drop: CUBD)
- ระบบตรวจสอบยืนยันตัวตนผู้โดยสาร (Passenger Validation System: PVS)
- ระบบประตูทางออกขึ้นเครื่องอัตโนมัติ (Self-Boarding Gate: SBG)
- ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Automated Biometric Identification System: Biometric)
ปัจจุบันมีแนวโน้มที่ผู้โดยสารจะใช้ระบบบริการผู้โดยสารขาออกเพิ่มมากขึ้น โดยอ้างอิงจากผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการดิจิทัลฯ ในปี 2567 ยุทธศาสตร์ที่ 1 กลยุทธ์ที่ 1.1 Enhance Passenger Experience พบว่ามีอัตราร้อยละของการใช้บริการเคาน์เตอร์เช็คอินแบบปกติเทียบกับเคาน์เตอร์เช็คอินแบบให้บริการตนเองอยู่ที่ ร้อยละ 75.19 จากค่าเป้าหมายที่ร้อยละ 75
ระบบ Automated Border Control (ABC)
ทอท.ได้ดำเนินโครงการติดตั้งระบบ Automated Border Control (ABC) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจุดตรวจคนเข้าเมือง โดยใช้เทคโนโลยีชีวมิติ และการอ่านข้อมูลจากหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Passport) ในการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้โดยสารแบบอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลารอคิว ลดความแออัด และยกระดับมาตรการความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลของ ICAO พร้อมทั้งคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้โดยสาร โครงการนี้สอดคล้องกับแผนวิสาหกิจของ ทอท. ในการเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยาน และยกระดับประสบการณ์การเดินทาง โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความพึงพอใจและความเชื่อมั่นในคุณภาพการให้บริการ
ระบบ ABC เปิดใช้งานเต็มรูปแบบในปี 2567 และมีแผนขยายการติดตั้งไปยังสนามบินดอนเมือง และภูเก็ตในปี 2569 รวมถึงพัฒนาการตรวจสอบหนังสือเดินทางให้รองรับทั้ง e-Passport และ non e-Passport ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ ได้แก่ การลดเวลาตรวจคนเข้าเมืองเหลือเพียง 15–23 วินาทีต่อคน เพิ่มความปลอดภัยด้วยการใช้เทคโนโลยี AI ตรวจสอบข้อมูล และยกระดับมาตรฐานการให้บริการ โดยมีสถิติการใช้งานเฉลี่ย 13,000 คนต่อวัน และมีสัดส่วนการใช้งานสูงถึง 73.92% ของผู้โดยสารระหว่างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างประสบการณ์เดินทางที่รวดเร็ว ปลอดภัย และทันสมัย
นวัตกรรม (Innovation)
การพัฒนาระบบติดตามกระเป๋าสัมภาระ Baggage Tracking System
Baggage Tracking System เป็นผลงานนวัตกรรมที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากแนวคิดการเพิ่มประสิทธิภาพและความถูกต้องในกระบวนการตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสาร โดยระบบนี้ถูกนำมาพัฒนาและเริ่มใช้งานจริงเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความผิดพลาดในกระบวนการตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระ และพัฒนากระบวนการทำงานให้เป็นระบบดิจิทัลที่แม่นยำ
ระบบนี้ช่วยปรับปรุงกระบวนการคัดกรองกระเป๋าสัมภาระที่ไม่ผ่านเครื่อง X-ray โดยให้เจ้าหน้าที่สามารถนำกระเป๋าสัมภาระที่ต้องตรวจสอบไปยังห้อง Baggage Inspection Room (BIR) พร้อมทำการบันทึกข้อมูลการตรวจสอบแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถลดระยะเวลาในการทำงาน และเพิ่มความสะดวกรวดเร็วแก่สายการบินและผู้โดยสาร โดยมี 3 ขั้นตอนการทำงานหลัก ดังนี้
| การบันทึกผลการตรวจสอบ | การส่งต่อข้อมูล | ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ |
|---|---|---|
|
|
ระบบสามารถแจ้งเตือนสถานะปัจจุบันของกระเป๋าสัมภาระ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดตามและประเมินผลได้อย่างรวดเร็ว |
ระบบ Baggage Tracking System นอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพการให้บริการภายในท่าอากาศยานให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังส่งผลเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านการลดการใช้ทรัพยากร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มความพึงพอใจให้กับผู้โดยสาร ระบบนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญของ ทอท. ในการสนับสนุนการดำเนินงานที่ยั่งยืนควบคู่กับการเติบโตทางธุรกิจ
| ประโยชน์ต่อสังคมและ/หรือสิ่งแวดล้อม | ประโยชน์ต่อธุรกิจ |
|---|---|
|
|
NOTIFLOW
NOTIFLOW เป็นผลงานนวัตกรรมที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจาก โครงการชุมชนนักพัฒนานวัตกรรม (Development Crew) มีแนวคิดการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน โดยได้รับการอนุมัติให้ใช้งานจริงเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ และ ยกเลิกการใช้กระดาษ ได้อย่างสมบูรณ์
โดย NOTIFLOW เป็นแนวคิดที่มีการพัฒนาแอปพลิเคชันด้วยโปรแกรมที่ ทอท. มีให้บริการอยู่ในปัจจุบัน (Power App / Power Automate / Power BI) มาใช้งาน สามารถบันทึก จัดเก็บ ประมวลผลและแสดงผลข้อมูลแบบ Data Analysis รวมถึงการแจ้งเตือนผ่าน Line Application แบบ Real Time เพื่อทดแทนการบันทึกรายงานรูปแบบกระดาษที่มีข้อจำกัดเรื่องการใช้กระดาษจำนวนมาก
| ประโยชน์ต่อสังคมและ/หรือสิ่งแวดล้อม | ประโยชน์เชิงปริมาณต่อธุรกิจ |
|---|---|
|
|
หมายเหตุ: เป็นการรวบรวมผลการดำเนินงานของฝ่ายปฏิบัติการเขตการบิน ท่าอากาศยานภูเก็ต ซึ่งเป็นหน่วยงานนำร่อง และในอนาคตโครงการดังกล่าวจะถูกนำไปต่อยอดเป็นโครงการที่นำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานในเขต Air Side ต่อไป
นอกจากนี้ การที่ ทอท.นำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยมาพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่อผู้โดยสาร ส่งผลให้คุณภาพการให้บริการของ ทอท.สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด เว็บไซต์ Skytrax ซึ่งเป็นเว็บไซต์จัดอันดับการให้บริการของสนามบินได้ประกาศสนามบินที่ดีที่สุดในโลก (World’s Best Airport) ประจำปี 2025 ได้จัดอันดับให้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ติดอันดับที่ 39 ขยับขึ้นจากอันดับที่ 58 โดยขึ้นมา 19 อันดับจากปีก่อน และยังได้รับการจัดอันดับสนามบินที่พัฒนาได้ดีที่สุดของโลก (The World’s most Improved Airport) ในอันดับที่ 3 ประจำปี 2025 พร้อมกันนี้ ยังติดสนามบินที่ดีที่สุดในหมวดหมู่สนามบินที่สามารถรองรับผู้โดยสาร 50-60 ล้านคนต่อปี (Best Airports: 50 to 60 million passengers) ในอันดับที่ 6 ประจำปี 2025 อีกด้วย สำหรับ ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ติดอันดับ 8 ขยับขึ้นจากอันดับที่ 10 เมื่อปีก่อน ของสนามบินสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำที่ดีที่สุดในโลก (World’s Best Low-Cost Airline Terminals) ซึ่งผลการจัดอันดับดังกล่าวมาจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้เดินทางด้วยเครื่องบินทั่วโลกภายใต้การสำรวจที่ชื่อว่า World’s Airport Survey จัดทำโดยบริษัท Skytrax ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านการบินชั้นนำของประเทศอังกฤษที่มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์คุณภาพการให้บริการของสายการบินและสนามบินทั่วโลก ทั้งนี้ Skytrax ได้ประกาศผลการจัดอันดับต่างๆ ประจำปี 2568 อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 ในงาน Passenger Terminal Expo 2025 ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน
ซึ่งการที่ ทสภ.และ ทดม.สามารถขยับอันดับขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ เป็นผลมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และคุณภาพการให้บริการ เพื่อยกระดับมาตรฐานท่าอากาศยานไทยให้เทียบเท่าสนามบินชั้นนำระดับโลกอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้โดยสาร และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ
ที่มา : www.airportthai.co.th/
AOT Face Scan on Mobile
ทอท.ได้นำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กร ภายใต้ M3 Digital Office โดยเป็นส่วนหนึ่งของระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรองค์กร (ERP-SAP) มาใช้สำหรับบริการทรัพยากรขององค์กร โดยมีการวางแผนให้มีการจัดการทรัพยากรภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด มีการเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก ทอท.
โดยในปีงบประมาณ 2567 ทอท.ได้พัฒนาระบบการจัดการเวลาของพนักงานที่ทันสมัยด้วยระบบ AOT FaceVerify โดยพนักงานสามารถสแกนนใบหน้าเพื่อบันทึกเวลาเข้า-ออกงานได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนบุคคล โดยระบบถูกขับเคลื่อนด้วย AI ในการพิจารณาใบหน้าบุคคล และใช้อุปกรณ์ Bluetooth Low Energy (Beacon) เพื่อทำการระบุตำแหน่งของผู้ใช้งาน ระบบดังกล่าวได้มีการใช้งานจริงแล้วตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.67 ณ สำนักงานใหญ่ ทอท. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง ในปัจจุบันโครงการกำลังอยู่ในระหว่างการขยายการใช้งานไปยังท่าอากาศยานภูมิภาคที่เหลือทั้งหมด
| ประโยชน์ต่อสังคมและ/หรือสิ่งแวดล้อม | ประโยชน์เชิงปริมาณต่อธุรกิจ |
|---|---|
|
|
การส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร เพื่อมุ่งสู่ยุคดิจิทัล
โครงการชุมชนนักพัฒนานวัตกรรม (Development Crew)
โครงการ Development Crew เน้นการพัฒนาแนวคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็น ต้นแบบผลงานนวัตกรรม โดยผ่านการสนับสนุนด้านงบประมาณและเทคโนโลยีสารสนเทศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งคัดเลือกแนวคิดที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์องค์กรและสร้างคุณค่าให้กับ ทอท. โดยในปี 2567 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการพัฒนาผลงานนวัตกรรมตามกระบวนการพัฒนานวัตกรรมจากขั้นตอนการพัฒนา (Development) เพื่อนำไปสู่การใช้งานจริง (Implementation) จำนวน 3 โครงการ ได้แก่
- โครงการ Pick and Pack (AOT iCheck) : แอปพลิเคชันสำหรับให้ผู้โดยสารใช้ตรวจสอบว่า สัมภาระสามารถนำติดตัวขึ้นอากาศยานได้หรือไม่ และเป็นฐานข้อมูลสำหรับเจ้าหน้าที่ตรวจค้น และเจ้าหน้าที่ ประชาสัมพันธ์ สำหรับช่วยเหลือผู้โดยสารเกี่ยวกับกระบวนการตรวจค้นสัมภาระ
- โครงการ NOTIFLOW : ระบบรองรับการรายงานการปฏิบัติงานในพื้นที่เขตการบิน รวมถึงการสร้างรายงานและการแสดงผลการดำเนินงาน เพื่อพัฒนากระบวนการทำงานให้เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
- โครงการ AOTDP (AOT Digital Platform : ระบบรองรับกระบวนการขออนุญาตการขึ้นทะเบียนการขอใช้ประโยชน์ของที่ดินราชพัสดุ
โครงการประกวดความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innolution)
ทอท.ได้ดำเนินโครงการ ประกวดความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม (Innolution) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างการรับรู้และแรงจูงใจในการพัฒนานวัตกรรม รวมถึงต่อยอดแนวคิดสร้างสรรค์จากทั้งภายในองค์กรและผู้มีส่วนได้เสียภายนอก อีกทั้งยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมที่สามารถแก้ไขปัญหาการให้บริการท่าอากาศยานอย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ทอท. ในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการและสร้างคุณค่าให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ในปีงบประมาณ 2568 ฝ่ายกลยุทธ์นวัตกรรมได้จัดการประกวด Innolution โดยเปิดรับสมัครผลงานตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 มีผลงานส่งเข้าประกวดรวม 86 ผลงาน แบ่งเป็นผลงานจากพนักงานและลูกจ้าง ทอท. จำนวน 76 ผลงาน และจากผู้มีส่วนได้เสียภายนอกจำนวน 10 ผลงาน จากนั้นมีการคัดเลือกผลงานเข้าสู่รอบสุดท้าย (Final Round) เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ ห้อง Auditorium อาคาร Asia Aviation Academy รวม 18 ผลงาน ประกอบด้วยผลงานจากพนักงาน ทอท. 9 ผลงาน ผลงานจากผู้มีส่วนได้เสีย 8 ผลงาน และผลงานพิเศษ 1 ผลงาน ซึ่งสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและการสร้างสรรค์แนวคิดที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นนวัตกรรมเพื่อยกระดับการให้บริการท่าอากาศยานในอนาคต
โดยมีผลงานที่ได้รับรางวัล ดังนี้:
- รางวัลชนะเลิศในประเภทผลิตภัณฑ์/บริการ ได้แก่ โครงการติดตั้งระบบช่วยป้องกันสัมภาระชนกันตรงจุดรวมหลังเครื่อง X-Ray
- รางวัลชนะเลิศในประเภทกระบวนการทำงาน ได้แก่ โครงการ Docuforge ร่างให้นะ
- รางวัลชนะเลิศในประเภทธุรกิจ/ภารกิจใหม่ ได้แก่ โครงการ ArtPort นำเสนอรูปแบบธุรกิจใหม่
- ที่ผสาน “พื้นที่แสดงงานศิลป์” เข้ากับ “พื้นที่เชิงพาณิชย์”
- รางวัลชนะเลิศในประเภทความยั่งยืน ได้แก่ โครงการ B-JPTS Wellness Airport
โครงการวันกิจกรรมนวัตกรรม (AOT Innovation Day)
เป็นกิจกรรมแสดงผลการดำเนินงานและผลงานนวัตกรรมจากบุคลากรทั้งภายในและภายนอก ทอท.ประจำปีของ ทอท. รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องนวัตกรรม และการเสริมสร้างวัฒนธรรมด้านนวัตกรรมในระดับองค์กร ผ่านการสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม การยกย่องชมเชย และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านนวัตกรรมจากนวัตกรหรือวิทยากรภายนอก
โครงการออกแบบแนวคิดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม (Think Out Loud : Sustainable)
เป็นโครงการที่ตอบสนองวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ขององค์กร (Strategic Objective) SO4 Lead Changes toward Sustainability ยุทธศาสตร์ที่ 2 การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาเพื่อมุ่งสู่การเป็นท่าอากาศยานอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบแนวความคิดสร้างสรรค์ด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมผ่านการพัฒนาทักษะความรู้ และการระดมความคิดในรูปแบบกิจกรรม Hackathon ซึ่ง ทอท.โดยฝ่ายกลยุทธ์นวัตกรรมและฝ่ายกลยุทธ์องค์กร ได้ดำเนินโครงการร่วมกับนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 30 คน ในการวิเคราะห์และพัฒนาแนวความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อการสร้างความยั่งยืนของ ทอท. โดยในปี 2568 มีผลการดำเนินงานคือแนวคิดนวัตกรรมจำนวน 5 แนวคิด ดังนี้
Waste to Watt Bio-charge Station: แนวความคิดการนำขยะและเศษอาหารเหลือภายในท่าอากาศยานมาเปลี่ยนเป็นพลังงานชีวมวล และนำมาผลิตพลังงานไฟฟ้าสำหรับจุดชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งภายนอก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างการหมุนเวียนการใช้พลังงานจากขยะและเศษอาหาร
AOT Wear the Change : แนวความคิดการแปรรูปขวดพลาสติกโพลีเอทิลีน เทเรฟทาเลต (PET) จากขยะภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มาเป็นเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ (Polyester) สำหรับประกอบการผลิตเสื้อผ้าหรือเครื่องแบบซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิตเครื่องแบบพนักงาน ทอท.
From Waste to Value : แนวความคิดการนำของเสีย (Sludge) และตะกอนไขมันจากกระบวนการบำบัดน้ำเสียของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมาผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF) ผ่านความร่วมมือกับบริษัทภายนอก เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ ทอท. และตอบสนองต่อการเป็นท่าอากาศยานแห่งความยั่งยืน (Sustainable Airport)
- Eco Power Path : แนวความคิดการเปลี่ยนพลังงานกลเป็นพลังงานไฟฟ้า (Piezoelectric) ผ่านการติดตั้งแผ่นปูพื้น Pavegen Slab บริเวณพื้นที่ทางเดินผู้โดยสารภายในท่าอากาศยาน เพื่อเปลี่ยนแรงกดจากการเหยียบบนแผ่นปูพื้นเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ลดการพึ่งพาพลังงานคาร์บอน
One Card for Everyone : แนวความคิดเชิญชวนให้ผู้โดยสารใช้บริการขนส่งสาธารณะผ่าน “AOT CARD” บัตรสะสมแต้มการลดปริมาณคาร์บอนจากการใช้บริการขนส่งสาธารณะ ที่รองรับระบบ E-Payment เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน SAWASDEE by AOT และสามารถใช้แต้มเพื่อแลกสิทธิพิเศษต่างๆ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของการเป็น Green Airport
บทเรียนที่ได้รับ
จากการดำเนินโครงการที่ผ่านมาภายใต้แผนแม่บทนวัตกรรมของ ทอท. พบว่า ความท้าทายหลักอยู่ที่การประสานงานข้ามหน่วยงาน และการใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งในบางครั้งยังขาดความเชี่ยวชาญและการสนับสนุนที่เพียงพอ อีกทั้ง การสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับแนวคิดนวัตกรรมด้านความยั่งยืนยังต้องการการสื่อสารที่ชัดเจนและต่อเนื่อง
การนำบทเรียนไปปรับใช้ในนโยบาย และกระบวนการดำเนินงาน
ทอท. ได้นำบทเรียนจากการดำเนินงานที่ผ่านมามาปรับใช้ในการกำหนดนโยบายและกระบวนการทำงาน โดยในปีงบประมาณ 2568 ทอท. ได้จัดทำ “โครงการออกแบบแนวคิด นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม (Think Out Loud : Sustainable)” ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้
- จัดให้มีการฝึกอบรมเพิ่มเติมสำหรับเจ้าหน้าที่ในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมทักษะการใช้เครื่องมือด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน
- พัฒนากลไกการทำงานแบบบูรณาการข้ามหน่วยงานผ่านการสร้างแพลตฟอร์มการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความร่วมมือ
- กำหนดขั้นตอนมาตรฐานการทำงานสำหรับโครงการด้านนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง
การปรับปรุงดังกล่าวจะช่วยให้การดำเนินโครงการด้านนวัตกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือข้ามหน่วยงาน และสามารถบรรลุเป้าหมายภายใต้แผนวิสาหกิจ SO4 Lead Changes Toward Sustainability ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาท่าอากาศยานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม